วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สารวัด วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2012

อาทิตย์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา
 ( วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2012 )


รำพึงพระวาจา
พี่น้องที่รัก
ข่าวดี   มาระโก 1:40-45
พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนเป็นโรคเรื้อน
      (40)ผู้เป็นโรคเรื้อนคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์ คุกเข่าอ้อนวอนว่า ถ้าพระองค์พอพระทัย พระองค์ย่อมทรงรักษาข้าพเจ้าให้หายได้  (41)พระเยซูเจ้าทรงสงสาร ตื้นตันพระทัย จึงทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสเขา ตรัสว่า เราพอใจ จงหายเถิด  (42)ทันใดนั้น โรคเรื้อนก็หาย เขากลับเป็นปกติ  (43)พระเยซูเจ้าทรงให้เขาไปทันที ทรงกำชับอย่างแข็งขันว่า  (44)ระวัง อย่าบอกอะไรให้ใครรู้เลย แต่จงไปแสดงตนแก่สมณะ และถวายเครื่องบูชาตามที่โมเสสกำหนด เพื่อเป็นหลักฐานแก่คนทั้งหลายว่าท่านหายจากโรคแล้ว  (45)แต่เมื่อชายผู้นั้นจากไป เขาก็ป่าวประกาศกระจายข่าวไปทั่ว จนพระองค์ไม่อาจเสด็จเข้าไปในเมืองได้อย่างเปิดเผยอีกต่อไป พระองค์จึงประทับอยู่นอกเมืองในที่เปลี่ยว  แม้กระนั้น ประชาชนจากทุกทิศก็ยังมาเฝ้าพระองค์

      ในสมัยพระเยซูเจ้า โรคที่น่ากลัวและน่าสมเพชที่สุดคือ โรคเรื้อน ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภทด้วยกัน
      1.    ประเภทผิวหนังเป็นตุ่มหรือก้อนกลม  อาการเริ่มแรกคือง่วง เซื่องซึม ปวดตามข้อ  ต่อจากนั้นตามร่างกายโดยเฉพาะที่หลังทั้งสองข้างจะเริ่มมีรอยด่างเหมือนรอยปะ และบนรอยเหล่านี้ จะเริ่มมีก้อนกลมสีชมพูซึ่งจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล  ผิวหนังหนาขึ้นเรื่อยๆ  ก้อนกลมเริ่มไปกระจุกตัวตามแก้ม ซอกจมูก ริมฝีปาก และหน้าผาก  ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนแปลงจนจำไม่ได้  ก้อนกลมๆ ขยายตัวใหญ่ขึ้นและเริ่มแตกเป็นหนองไหลเปรอะเปื้อน  ขนตาหลุดร่วง  ตาถลึง  หายใจดัง  เสียงแหบเพราะเส้นเสียงเริ่มเป็นหนอง  ที่สุดทั้งแขน ขา และส่วนอื่นๆ ของร่างกายจะเป็นหนองทั้งหมด
            คนที่เป็นโรคเรื้อนประเภทนี้จะมีชีวิตต่อไปได้โดยเฉลี่ย 9 ปี  เขากลายเป็นคนที่น่าขยะแขยงที่สุดทั้งสำหรับคนอื่นและสำหรับตัวเอง  สุขภาพจิตทรุดโทรมสุดๆ  และมีสภาพไม่ต่างจากคนตายทั้งเป็น
      2.    ประเภทหมดความรู้สึก  อาการเริ่มแรกจะเซื่องซึมและปวดตามข้อเหมือนประเภทแรก แต่เส้นประสาทถูกทำลายจนหมดความรู้สึก  ส่วนใหญ่คนป่วยจะไม่รู้ตัวจนกว่าจะโดนไฟหรือน้ำร้อนลวกแล้วไม่รู้สึก  จากนั้นอาการจะกำเริบสู่ภายนอกคือเริ่มมีรอยด่างและแผลพุพองตามร่างกาย  กล้ามเนื้อหมดแรง  เส้นเอ็นหดจนมือเกร็งเหมือนก้ามปู  เล็บหลุด เป็นหนองเรื้อรังตามขาและแขน  นิ้วมือและนิ้วเท้าเริ่มกุด จนในที่สุดแขนขากุดหมด
            คนป่วยประเภทนี้มีอายุได้อีกประมาณ 20-30 ปี  แต่ทุกๆ วินาทีอันแสนทรมานล้วนเป็นการนับถอยหลังไปสู่ความตายทั้งนั้น
      3.    ประเภทผสมระหว่างแบบที่ 1 และ 2  คือทั้งมีตุ่มตามผิวหนังและเส้นประสาทหมดความรู้สึก  โรคเรื้อนประเภทนี้พบมากที่สุด
      ทั้งสามประเภทที่กล่าวมาเป็น โรคเรื้อน จริงๆ ตามความหมายของคำที่ใช้  และมีคนเป็นโรคเรื้อนจริงๆ ในปาเลสไตน์สมัยพระเยซูเจ้าจำนวนมาก
      แต่จากหนังสือเลวีนิติบทที่ 13 แสดงให้เห็นว่า โรคเรื้อน หมายรวมถึง โรคผิวหนัง ชนิดอื่นๆ ด้วย อย่างเช่นโรคผิวหนังสะเก็ดขาวก็เรียกรวมกันว่าโรคเรื้อนที่ขาวเหมือนหิมะ  สำหรับชาวยิว ถ้าผู้ใดมีแผลที่ผิวหนัง เป็นฝี เป็นผื่น หรือพุพอง ซึ่งอาจลามเป็นโรคผิวหนังติดต่อได้ (ลนต 13:2)    ให้สงสัยไว้ก่อนว่าจะเป็นโรคเรื้อน ต้องนำไปให้อาโรนหรือผู้สืบทอดตำแหน่งตรวจสอบ และด้วยความรู้ทางการแพทย์ในสมัยนั้น พวกเขาไม่มีทางแยกแยะโรคเรื้อนออกจากโรคผิวหนังได้เลย
      อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นโรคเรื้อนจริง หรือเป็นเพียงโรคผิวหนัง กฎหมายกำหนดให้พวกเขาต้องอาศัยอยู่นอกค่ายตามลำพัง  สวมเสื้อผ้าฉีกขาด โกนผม มีผ้าคลุมถึงริมฝีปากบน  เวลาจะไปไหนให้ร้องตะโกนว่า มีมลทิน ไม่สะอาด ไม่สะอาด
      ในยุคกลางมีการประยุกต์ใช้กฎหมายของโมเสส โดยพระสงฆ์สวม สโตลาพร้อมกับกางเขนแห่ นำคนเป็นโรคเรื้อนเข้าวัดแล้วทำพิธีปลงศพให้เขา  พวกเขาต้องสวมชุดสีดำเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าเป็นโรคเรื้อน  ห้ามเข้าวัดร่วมกับสัตบุรุษอื่น แต่เมื่อพิธีกรรมเริ่มแล้วสามารถแอบดูตามรูที่เจาะไว้ข้างผนังได้  พวกเขาต้องอาศัยอยู่ในบ้านที่จัดไว้สำหรับคนเป็นโรคเรื้อนหรือโรคที่น่ารังเกียจเท่านั้น
      นอกจากร่างกายจะเจ็บปวดทรมานเพราะโรคแล้ว จิตใจของพวกเขายังโดดเดี่ยวเหี่ยวแห้งแตกระแหงไปหมด ไหนจะต้องถูกขับไล่ออกจากสังคมมนุษย์ ไหนจะต้องถูกบุคคลอันเป็นที่รักรังเกียจและพยายามหลบหลีกพวกเขา
      แม้จะยังมีลมหายใจ แต่พวกเขาตายแล้วจริง ๆ !!!
      คนเป็นโรคเรื้อนจริงๆ ไม่มีทางรักษาให้หาย เว้นแต่จะมีอัศจรรย์  และในกรณีที่เกิดรักษาหายขึ้นมาจริงๆ พวกเขาต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือเลวีนิติบทที่ 14 ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
     เขาต้องไปให้สมณะตรวจสอบ พร้อมกับนำนกไม่มีมลทินสองตัว ไม้สนสีดาห์ ผ้าแดงเข้ม และกิ่งหุสบมาด้วย  นกตัวหนึ่งจะถูกฆ่าโดยมีหม้อดินใส่น้ำจากลำธารรองรับเลือด แล้วสมณะจะนำนกอีกตัวหนึ่งที่ยังมีชีวิตอยู่พร้อมกับไม้สนสีดาห์ ผ้าสีแดงเข้ม และกิ่งหุสบจุ่มลงไปในน้ำที่ปนเลือดนก ประพรมเลือดนกเจ็ดครั้งและปล่อยนกที่ยังมีชีวิตอยู่ให้บินออกไปในทุ่ง  ต่อจากนั้นเขาต้องซักเสื้อผ้า โกนผมและขนออกให้หมด อาบน้ำ แล้วจึงได้รับอนุญาตให้กลับเข้าไปในค่าย
หลังจากเจ็ดวันแล้ว เขาต้องโกนผม โกนหนวดเครา ขนคิ้ว และเส้นขนอื่นๆ ออกให้หมด ซักเสื้อผ้า อาบน้ำ แล้วให้สมณะตรวจสอบใหม่อีกครั้ง
     หากผ่านการตรวจ ในวันที่แปด เขาต้องนำลูกแกะที่ไม่พิการอายุหนึ่งปี เพศผู้สองตัว เพศเมียหนึ่งตัว พร้อมกับธัญบูชา คือแป้งสาลีอย่างดีหกกิโลกรัมผสมน้ำมันมะกอก และน้ำมันมะกอกอีกประมาณครึ่งลิตร  ถวายเป็นเครื่องบูชาชดเชย และเครื่องบูชาเพื่อขออภัยบาป  สมณะจะนำเลือดลูกแกะและน้ำมันมะกอกมาป้ายติ่งหูข้างขวา นิ้วหัวแม่มือข้างขวา และนิ้วหัวแม่เท้าข้างขวาของเขา  หลังจากนั้นสมณะจะออกใบรับรองว่าเขาพ้นมลทินแล้ว
      จากอัศจรรย์ครั้งนี้ เราพบว่า
      1.    พระเยซูเจ้าไม่ทรงขับไล่คนที่ละเมิดกฎหมาย  คนเป็นโรคเรื้อนไม่มีสิทธิ์อะไรตามกฎหมายที่จะเข้ามาหาและสนทนากับพระองค์
            แต่พระองค์พร้อมต้อนรับมนุษย์ทุกคนที่สิ้นหวัง ด้วยพระทัยที่เข้าใจและเต็มเปี่ยมด้วยความเมตตาสงสาร
      2.    พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสเขา และรักษาเขาให้หายโดยปราศจากความรังเกียจใดๆ ทั้งสิ้น
            ไม่มีผู้ใดสกปรกในสายพระเนตรของพระองค์ พระองค์มองเห็นแต่ความต้องการชนิดจนตรอกของเราแต่ละคน
      3.    พระองค์สั่งให้เขาทำตามที่โมเสสกำหนด พระองค์พร้อมปฏิบัติตามกฎหมายและยอมรับความชอบธรรมตามประสามนุษย์
            พระองค์ไม่ใช่คนที่ดื้อรั้นและชอบฝ่าฝืนกฎหมายแบบไม่ยั้งคิด
               
ทั้งความเมตตา ทั้งฤทธิ์อำนาจ  ทั้งความปรีชารอบคอบ  ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในพระเยซูเจ้าผู้เป็นที่รักของเราแต่เพียง พระองค์เดียว !
ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกท่าน
คุณพ่อธีระ  กิจบำรุง
(บทความคัดลอกจากคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์)
ประชาสัมพันธ์
1.   ขอพี่น้องนำใบลานเก่า ส่งคืนที่วัดเพื่อนำไปเผาสำหรับใช้ในวันพุธรับเถ้า
     วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2012  มิสซาเวลา 18.00 น.
2.  ตรวจสุขภาพ   วัดความดันโลหิต น้ำตาลและไขมันในเลือด
วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2012
3.  วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2012  ขอเชิญประชุมผู้สูงอายุ  เวลา 10.30 น.    ณ ห้องประชุมชั้น 1


4.   ประชุมประธานชมรมผู้สูงอายุ เขต 2  วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2012  เวลา 9.00-12.00 น. ณ วัดเซนต์จอห์น
5.  ตลอดเทศกาลมหาพรต มีเดินรูปในวันอาทิตย์ เวลา 8.45 น. เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2012
6.  กรรมการคณะพระเมตตาอัครสังฆมณฑลกรุงเทพ เขต 2 จัดฟื้นฟูจิตใจระหว่างเทศกาลมหาพรตประจำปี 2012  ในวันเสาร์ที่ 17 มีนาคม 2012 เวลา 8.30-16.00 น. ณ วัดมารีย์สวรรค์ ดอนเมือง ดูรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่บอร์ดหน้าวัด
7.  สัตบุรุษที่ต้องการแผ่น CD พิธีบูชาขอบพระคุณวันฉลองวัดเซนต์จอห์น ที่ผ่านมา แจ้งความประสงค์ได้ที่สำนักงานวัด
8. ฉลองวัด
1)   วัดธรรมาสน์นักบุญเปโตร บางเชือกหนัง วันอาทิตย์ที่ 19
     กุมภาพันธ์ 2012  เวลา 10.00 น.
2)  วัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา  วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 2012
     เวลา 10.30 น.
9. ประกาศแต่งงาน 
    ฝ่ายชาย การิโน กรินทร์ วณิชกิจ (ล้างบาปที่วัดพระมหาไถ่)   บุตร  นายโชคชัย วณิชกิจ และ  Eloisa Linda Evangelista       ฝ่ายหญิง  มารีอา วิชุดา แสงบุญมาโชค (ล้างบาปที่วัดพระมหาไถ่) บุตรี นายไพศาล     แสงบุญมาโชค และ นางประภาวรรณ พุกพันธ์  สมรสวันเสาร์ที่ 3 มี.ค. 2012 เวลา 10.00 น.
     ผู้ใดทราบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีข้อขัดขวางมิให้สมรสได้ ต้องแจ้งให้พระสงฆ์เจ้าอาวาสทราบ

สารวัด วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2012

อาทิตย์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา
 ( วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2012 )


รำพึงพระวาจา
พี่น้องที่รัก
ข่าวดี   มาระโก 1:29-39
       (29)ทันทีที่ออกจากศาลาธรรม พระองค์เสด็จเข้าไปในบ้านของซีโมนและอันดรูว์พร้อมกับยากอบและยอห์น  (30)มารดาของภรรยาซีโมนกำลังนอนป่วยเป็นไข้อยู่ เขาจึงทูลพระองค์ให้ทรงทราบทันที  (31)พระองค์เสด็จเข้าไปจับมือนาง พยุงให้ลุกขึ้น นางก็หายไข้ นางจึงรับใช้ทุกคน
       (32)เย็นวันนั้น เมื่อดวงอาทิตย์ตกแล้ว มีผู้นำคนป่วยและคนถูกปีศาจสิงมาเฝ้าพระองค์  (33)คนทั้งเมืองมารวมกันที่ประตู  (34)พระองค์ทรงรักษาหลายคนที่เป็นโรคต่างๆ ให้หาย ทรงขับไล่ปีศาจออกไป แต่ไม่ทรงอนุญาตให้มันพูด เพราะมันรู้จักพระองค์
       (35)วันต่อมา พระองค์ทรงลุกขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ เสด็จออกจากบ้านไปยังที่สงัดและทรงอธิษฐานภาวนาที่นั่น (36)ซีโมนและผู้ที่อยู่กับเขาตามหาพระองค์  (37)เมื่อพบแล้ว  จึงทูลพระองค์ว่า ทุกคนกำลังแสวงหาพระองค์  (38)พระองค์ตรัสตอบว่า เราไปที่อื่นกันเถิด ไปตามตำบลใกล้เคียง เพื่อจะได้เทศน์สอนที่นั่นด้วย เพราะเรามาด้วยจุดประสงค์นี้  (39)พระองค์จึงเสด็จไปเทศน์สอนตามศาลาธรรมทั่วแคว้นกาลิลี ทรงขับไล่ปีศาจด้วย
       เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจเทศน์สอนข่าวดีและรักษาคนถูกปีศาจสิงในศาลาธรรมแล้ว  พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในบ้านของซีโมนและอันดรูว์เพื่อพักผ่อนและกินอาหาร  เพราะชาวยิวมีธรรมเนียมกินอาหารมื้อสำคัญของวันสับบาโตหลังจากเสร็จศาสนพิธีที่ศาลาธรรมแล้ว
       แต่ที่บ้านของซีโมนและอันดรูว์ก็ยังมีคนเฝ้าคอยพึ่งพาฤทธิ์อำนาจของพระองค์อยู่ !
       มารดาของภรรยาซีโมนกำลังนอนป่วยเป็นไข้อยู่ เขาจึงทูลพระองค์ให้ทรงทราบทันที พระองค์เสด็จเข้าไปจับมือนาง พยุงให้ลุกขึ้น นางก็หายไข้ นางจึงรับใช้ทุกคน (ข้อ 30-31)
       อัศจรรย์ครั้งนี้ บอกให้เราทราบหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับพระเยซูเจ้า รวมถึงบรรดาศิษย์ และแม่ยายของซีโมนเปโตรด้วย
       พระเยซูเจ้า  พระองค์ไม่เคยเหนื่อยหน่ายที่จะช่วยเหลือผู้อื่น  ความต้องการของผู้อื่นอยู่เหนือความต้องการส่วนตัวเสมอ  พระองค์พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่นทุกแห่งและทุกเวลา ไม่ว่าจะต่อหน้าฝูงชนจำนวนมากในศาลาธรรม หรือต่อหน้าคนหยิบมือเดียวในบ้านของเปโตร
       อีกทั้งวิธีการที่พระองค์ใช้รักษาแม่ยายของเปโตรก็ช่างแตกต่างจากวิธีการของชาวยิวและคนต่างศาสนาราวฟ้ากับดิน
       ในหนังสือ Talmud ซึ่งรวบรวมกฎระเบียบพร้อมคำอธิบาย ได้กำหนดวิธีรักษา ไข้สูง ที่ชาวยิวเรียกว่า ไข้ลุกเป็นไฟ ไว้ดังนี้ ให้นำมีดทำด้วยเหล็กทั้งเล่มมาผูกด้วยเส้นผมที่ถักเป็นเชือกติดไว้กับพุ่มไม้มีหนามพุ่มหนึ่ง  วันรุ่งขึ้นให้ทำเหมือนโมเสสเมื่อครั้งที่เห็น พุ่มไม้ลุกเป็นไฟ คือเข้าไปดูพุ่มไม้ (อพย 3:2-3)  วันถัดไปให้ตอบรับพระยาเวห์ว่า ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ (อพย 3:4) และวันสุดท้ายให้ถอดรองเท้าเพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (อพย 3:5) ต่อจากนั้นให้อ่านบทสูตรที่กำหนดไว้ เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการรักษา
       แต่พระเยซูเจ้าเพียงสัมผัสมือ และพยุงคนไข้ให้ลุกขึ้นเท่านั้น! .เท่านั้นจริงๆ!
        พระองค์พร้อมจะใช้ฤทธิ์อำนาจที่พระองค์มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมเพื่อช่วยเหลือทุกคน โดยไม่ต้องพึ่งพาวิธีการอันยุ่งยากหรือใช้เวทมนตร์คาถาใดๆ ทั้งสิ้น
        พระองค์ไม่เคยมองการช่วยเหลือผู้อื่นเป็นภาระ เพราะผู้ที่พระองค์สนใจมากที่สุดคือ ทุกคนที่ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์
        ศิษย์  พวกศิษย์พึ่งจะติดตามพระเยซูเจ้าได้ไม่นาน แต่พวกเขาเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วที่จะนำปัญหาต่าง ๆ มาขอความช่วยเหลือจากพระองค์
       เมื่อแม่ยายไม่สบาย  เปโตรไม่ลังเลใจเลยที่จะบอกพระเยซูเจ้า !
       พวกเขาทำเช่นนี้ไม่ใช่เพียงเพราะเรียนรู้ว่าพระองค์ทรงเต็มเปี่ยมด้วยฤทธิ์อำนาจ แต่เพราะพระองค์ยังเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมความหวังและความกลัว พระองค์ทำงานอยู่เคียงข้างพวกเขา และพร้อมจะพูดคุยกับพวกเขาเมื่อเสร็จงานแล้ว
       ความคิดเช่นนี้ควรเป็นแก่นแท้ของชีวิตคริสตชน นั่นคือ นำปัญหาทุกอย่างมาหาพระเยซูเจ้า และขอความช่วยเหลือจากพระองค์ !
       แม่ยายของเปโตร  ทันทีที่นางหายไข้ นางเริ่มรับใช้ทุกคน  นางได้รับสุขภาพดีกลับคืนมา เพื่อกลับไปรับใช้ผู้อื่น !
       พระเยซูเจ้าช่วยเหลือเราก็เพื่อเราจะได้ช่วยเหลือผู้อื่น Saved to Serve !!!
       ชาวเมืองคาเปอรนาอุมไม่เคยพบเห็นผู้ใดที่มีวาจาและกิจการเปี่ยมด้วยฤทธิ์อำนาจเช่นนี้มาก่อน  ข่าวการรักษาคนถูกปีศาจสิงในศาลาธรรมจึงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว
เย็นวันนั้น เมื่อดวงอาทิตย์ตกแล้ว มีผู้นำคนป่วยและคนถูกปีศาจสิงมาเฝ้าพระองค์ คนทั้งเมืองมารวมกันที่ประตู (ข้อ 32-33)
       พวกเขาต้องรอจนดวงอาทิตย์ตกเพราะพระเจ้าตรัสกำชับไว้ว่า ถ้าเจ้าเชื่อฟังเรา และไม่นำสัมภาระใด ๆ เข้ามาทางประตูเมืองนี้ในวันสับบาโต แต่รักษาวันสับบาโตให้บริสุทธิ์ และไม่กระทำงานในวันนั้น.... (ยรม 17:24)
       วันสับบาโตเริ่มจากหกโมงเย็นวันศุกร์ถึงหกโมงเย็นวันเสาร์  แต่เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีนาฬิกา กฎหมายจึงกำหนดไว้ว่าวันสับบาโตจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อมองเห็นดาว 3 ดวงในท้องฟ้า
       หลังดวงอาทิตย์ตกจนสามารถเห็นดาว 3 ดวงในท้องฟ้า พวกเขาจึงนำคนป่วยมาให้พระองค์รักษา
       ไม่ว่าจะในศาลาธรรม  หรือในบ้านของเปโตร  หรือแม้แต่ข้างถนน  พระเยซูเจ้าพร้อมจะช่วยทุกคน ช่วยทุกแห่ง และช่วยทุกเวลา !!!
       แต่แล้วเรื่องน่าเศร้าใจก็เกิดขึ้น...
       มีชาวเมืองหลายคนมาหาพระองค์เพราะต้องการใช้ประโยชน์จากพระองค์  พวกเขาไม่ได้มาหาเพราะรักหรือศรัทธาในข่าวดีของพระองค์
       ซ้ำร้ายก็คือ ทั้งๆ ที่รู้ว่าชาวเมืองคาเปอรนาอุมทำไม่ถูกต้อง พวกเราหลายคนยังเดินตามแนวทางของพวกเขา นั่นคือ
       ไม่มีทุกข์ก็ไม่มาหาพระเจ้า !?!
       ศาสนาเลยกลายเป็นเรื่องของคนมี วิกฤติ  กล่าวคือเวลาอยู่ดีกินดีก็ไม่เคยคิดถึงพระเจ้า หรือสวดภาวนาก็เพียงบทเดียว แต่เวลามีปัญหาในชีวิตกลับสวดได้เป็นร้อยเป็นพันครั้ง
       ใช่ เราต้องมาหาพระเยซูเจ้า เพราะมีพระองค์แต่เพียงผู้เดียวที่สามารถประทานสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับชีวิตแก่เราได้  แต่หากการมาหาพระองค์และการได้รับของประทานจากพระองค์ไม่ทำให้เรารักและกตัญญูรู้คุณต่อพระองค์มากขึ้น แปลว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติแน่
       พระองค์ไม่ใช่ผู้ที่เราจะเรียกใช้เฉพาะเวลามีวิกฤติ  แต่พระองค์คือผู้ที่เราต้องรักและคิดถึงทุกวัน ตลอดชีวิตของเรา !
       วันต่อมา พระองค์ทรงลุกขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ เสด็จออกจากบ้านไปยังที่สงัดและทรงอธิษฐานภาวนาที่นั่น (ข้อ 35)
       จะเห็นว่าตลอดวันที่ผ่านมา พระองค์ไม่มีเวลาอยู่ตามลำพังเลย !
       เพราะฉะนั้น วันนี้พระองค์จำเป็นต้องรีบลุกขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อจะได้อธิษฐานภาวนา เพราะพระองค์ตระหนักดีว่า การเสริมพลังชีวิตฝ่ายจิต เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอุทิศตนทำงานเพื่อผู้อื่น
       พระองค์ไม่อาจเจริญชีวิตโดยปราศจากพระเจ้าได้ !
       เมื่อการสวดภาวนาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพระเยซูเจ้า สำหรับเราจะยิ่งจำเป็นมากสักเพียงใด ???
       ต้องบอกตามตรงว่า คนที่ไม่สวดภาวนานั้น โง่เหลือเชื่อ เพราะเขากำลังปล่อยให้ ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดอย่างพระเจ้า ต้องหลุดลอยไป.....
       แต่แม้พยายามหลบไปหาที่สงัดเพื่ออธิษฐานภาวนาแล้ว พระองค์ก็ยังถูกตามหาจนพบ  ดูเหมือนในโลกนี้ พระองค์จะหา ห้องส่วนตัว หรือ เวลาส่วนตัว ไม่ได้เอาเสียเลย !
       ทั้งๆ ที่เหนื่อยล้า แต่เสียงร้องขอความช่วยเหลือของมนุษย์ทำให้พระองค์ต้องรีบลุกขึ้นเพื่อทำหน้าที่ของพระองค์ต่อไป
       การสวดภาวนาทำให้พระองค์มีพลังมากขึ้นก็จริง แต่จะให้พระองค์สวดภาวนาเพียงอย่างเดียวโดยไม่ทำงานไม่ได้ !
       มาระโกสรุปงานทั้งหมดของพระองค์ในแคว้นกาลิลีด้วยข้อความเพียงประโยคเดียวคือ  พระองค์จึงเสด็จไปเทศน์สอนตามศาลาธรรมทั่วแคว้นกาลิลี ทรงขับไล่ปีศาจด้วย (ข้อ 39)
       พระองค์ไม่เพียง เทศน์สอน เท่านั้นแต่ทรง รักษา ด้วย  และจริงๆ แล้วตลอดชีวิตของพระองค์ มีสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำควบคู่กันไปชนิดไม่มีทางแยกจากกันเลย 3 คู่ด้วยกันคือ
       1.    คำพูดและการกระทำ  พระองค์ไม่เคยคิดเลยว่าเมื่อกล่าวเชิญชวนมนุษย์ให้กลับมาหาพระเจ้าและทำความดีแล้ว เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจของพระองค์  แต่พระองค์ทรงทำทุกวิถีทางเพื่อให้คำเชิญชวนของพระองค์เป็นจริงด้วย
              สมมุติว่ามีนักเรียนคนหนึ่งซื้อหนังสือที่ดีที่สุดพร้อมกับอุปกรณ์การเรียนที่ดีที่สุด นอกจากนั้นเขายังซื้อเก้าอี้พิเศษ โต๊ะพิเศษ พร้อมกับที่วางหนังสือสั่งทำพิเศษเพื่อให้อ่านหนังสือได้สะดวกสบายขึ้น  เมื่อจัดทุกอย่างเข้าที่แล้ว เขาจึงนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วหลับ... ถามว่าจะเกิดประโยชน์อะไร ???
              คนที่ดีแต่พูด แต่ไม่ยอมทำ ก็เป็นเหมือนเด็กนักเรียนคนนั้นนั่นแหละ !
       2.    วิญญาณและร่างกาย  มีบางคนมองว่าร่างกายไม่มีความสำคัญ แถมยังเป็นเครื่องถ่วงความเจริญก้าวหน้าของชีวิตฝ่ายวิญญาณเสียอีก
              แต่ความคิดดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะมนุษย์ประกอบด้วยร่างกายและวิญญาณ เราจะช่วยเหลือผู้ใดผู้หนึ่งเพียงวิญญาณส่วนเดียวไม่ได้ เราจำเป็นต้องช่วยเขาทั้งครบคือรวมร่างกายด้วย
              จริงอยู่ที่คนอาศัยในเพิงหรือในสลัมด้วยความทุกข์ยากหรือใกล้อดตายอาจพบกับสันติสุขในพระเจ้าได้ แต่เราไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปล่อยให้เขาจมอยู่ในสภาพเช่นนั้น
              เหมือนมิชชันนารีในสมัยก่อนที่ไม่ได้เข้ามาเมืองไทยพร้อมกับหนังสือพระคัมภีร์อย่างเดียว แต่พวกท่านนำโรงเรียนและโรงพยาบาลเข้ามาด้วย !
              งานด้านสังคมไม่ใช่อุปกรณ์เสริมพิเศษสำหรับการประกาศข่าวดี แต่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งมาพร้อมกับข่าวดีตั้งแต่สมัยพระเยซูเจ้าแล้ว....
       3.    โลกและสวรรค์  บางคนมัวคิดถึงสวรรค์จนหลุดจากโลก  แต่บางคนก็หมกมุ่นอยู่กับโลกจนลืมไปว่ามีสวรรค์
            ส่วนความฝันอันสูงสุดของพระเยซูเจ้าคือ โลกและสวรรค์เป็นหนึ่งเดียวกัน
              ขอให้ พระอาณาจักรจงมาถึง พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดิน เหมือนในสวรรค์ (มธ 6:10) โดยเริ่มที่ตัวเราก่อน ด้วยเทอญ....

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกท่าน
คุณพ่อธีระ  กิจบำรุง
(บทความคัดลอกจากคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์)
ประชาสัมพันธ์
1.   เข้าเงียบพระสงฆ์เขต 2  ระหว่างวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2012  ณ จ.ชลบุรี
2.  ขอพี่น้องนำใบลานเก่า ส่งคืนที่วัดเพื่อนำไปเผาสำหรับใช้ในวันพุธรับเถ้า    วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2012  มิสซาเวลา 18.00 น.
3.  เปลี่ยนเวลามิสซาภาษาอังกฤษ จากเดิมเวลา 10.30 น. เป็น 11.00 น.  เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2012  เป็นต้นไป
4.  เข้าเงียบฟื้นฟูจิตใจพลมารีย์ เปรสิเดียมราชินีแห่งสายประคำศักดิ์สิทธิ์ วัดเซนต์จอห์น วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2012  เวลา 8.00-16.00 น.
5. ตรวจสุขภาพ   วัดความดันโลหิต น้ำตาลและไขมันในเลือด
วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2012
6.  วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2012  ขอเชิญประชุมผู้สูงอายุ  เวลา 10.30 น.    ณ ห้องประชุมชั้น 1
7.  ตลอดเทศกาลมหาพรต มีเดินรูปในวันอาทิตย์ เวลา 8.45 น. เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2012
8.   กรรมการคณะพระเมตตาอัครสังฆมณฑลกรุงเทพ เขต 2 จัดฟื้นฟูจิตใจระหว่างเทศกาลมหาพรตประจำปี 2012  ในวันเสาร์ที่ 17 มีนาคม 2012 เวลา 8.30-16.00 น. ณ วัดมารีย์สวรรค์ ดอนเมือง ดูรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่บอร์ดหน้าวัด
9. ฉลองวัด
1)   วัดพระแม่มหาการุณย์ นนทบุรี วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2012 
      เวลา 10.00 น. (ประธาน : พระคุณเจ้า พระคาร์ดินัล ไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู)
2)  วัดแม่พระประจักษ์เมืองลูร์ด หัวตะเข้ วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์
       2012 เวลา 10.30 น. (ประธาน :อุปสังฆราช คุณพ่อสานิจ สถะวีระวงส์ )

สารวัด วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม 2012

อาทิตย์ที่ 4 เทศกาลธรรมดา
 ( วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม 2012 )


รำพึงพระวาจา
พี่น้องที่รัก
ข่าวดี   มาระโก 1:21-28
พระเยซูเจ้าทรงเทศน์สอนที่เมืองคาเปอรนาอุม ทรงรักษาคนถูกปีศาจสิง
(21)พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมพร้อมกับบรรดาศิษย์ เมื่อถึงวันสับบาโต พระองค์เสด็จเข้าไปในศาลาธรรม และทรงเริ่มสั่งสอน (22)คำสั่งสอนของพระองค์ทำให้ผู้ฟังรู้สึกประทับใจอย่างมาก เพราะทรงสอนเขาอย่างทรงอำนาจไม่เหมือนกับบรรดาธรรมาจารย์ (23)ขณะนั้น ในศาลาธรรมชายคนหนึ่งซึ่งปีศาจสิงอยู่ร้องตะโกนว่า (24) “ท่านมายุ่งกับเราทำไม เยซู ชาวนาซาเร็ธ ท่านมาทำลายเราใช่ไหม เรารู้ว่าท่านเป็นใคร ท่านคือองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า” (25)พระเยซูเจ้าทรงดุปีศาจและตรัสสั่งว่าจงเงียบ ออกไปจากผู้นี้” (26)เมื่อปีศาจทำให้ชายผู้นั้นชักและร้องเสียงดังแล้ว มันก็ออกไปจากเขา (27)ทุกคนต่างประหลาดใจจึงถามกันว่านี่มันเรื่องอะไร เป็นคำสั่งสอนแบบใหม่ที่มีอำนาจ เขาสั่งแม้กระทั่งปีศาจและมันก็เชื่อฟัง” (28)แล้วกิตติศัพท์ของพระองค์ก็เลื่องลือไปทุกแห่งตลอดทั่วแคว้นกาลิลีทันที

เมื่อทรงคัดเลือกศิษย์กลุ่มแรกแล้ว พระเยซูเจ้าทรงเริ่มสั่งสอนในศาลาธรรม
ศาลาธรรมเป็นศูนย์กลางชีวิตทางศาสนาของชาวยิว จนกฎหมายต้องกำหนดให้มีศาลาธรรมทุกแห่งที่มีชาวยิวเกิน 10 ครัวเรือนขึ้นไป กิจกรรมหลักในศาลาธรรมประกอบด้วย 3 สิ่งคือ การสวดภาวนา การอ่าน และการอธิบายพระคัมภีร์ ส่วนการถวายเครื่องบูชาต้องกระทำที่พระวิหารซึ่งมีอยู่เพียงแห่งเดียวในกรุงเยรูซาเล็ม
       หัวหน้าศาลาธรรมเป็นผู้รับผิดชอบดูแลและจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ ภายในศาลาธรรม มีอาสาสมัครจำนวนหนึ่งทำหน้าที่แจกจ่ายทานที่ได้รับบริจาคทั้งที่เป็นเงินหรือเป็นสิ่งของแก่คนยากจน โดยผู้ที่ยากจนที่สุดจะได้รับแจกอาหาร 14 มื้อต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ประจำอีกผู้หนึ่งเรียกว่า Chazzan (ชัซซาน) มีหน้าที่ดูแลม้วนพระคัมภีร์ ทำความสะอาดศาลาธรรม เป่าแตรเดี่ยวเพื่อเตือนประชาชนว่าวันสับบาโตกำลังมาถึง และสอนเด็กเล็ก
       สิ่งหนึ่งที่ศาลาธรรมไม่มีคือนักเทศน์สอนประจำ จึงเป็นหน้าที่ของหัวหน้าศาลาธรรมที่จะเชิญผู้มีความสามารถหรือมีชื่อเสียงที่ปรากฏตัวอยู่ในศาลาธรรมให้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ หรืออธิบายพระคัมภีร์แก่ประชาชน
นี่คือโอกาสและเหตุผลอันดีที่พระเยซูเจ้าทรงเลือก ศาลาธรรม ให้เป็น ธรรมาสน์ สำหรับเทศน์สอนข่าวดีและเรียกร้องมนุษย์ให้กลับมาหาพระเจ้า คำสั่งสอนของพระองค์ทำให้ผู้ฟังรู้สึกประทับใจอย่างมาก เพราะทรงสอนเขาอย่างทรงอำนาจไม่เหมือนกับบรรดาธรรมาจารย์ (ข้อ 22)
       ธรรมาจารย์ คือผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมบัญญัติ
       สำหรับชาวยิว สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลกคือธรรมบัญญัติ หรือที่ภาษาฮีบรูเรียกว่า Torah (โตราห์) ซึ่งได้แก่หนังสือพระธรรมเก่าห้าเล่มแรก (ปัญจบรรพ) โดยมีแก่นสำคัญอยู่ที่บัญญัติสิบประการ
ที่ว่าศักดิ์สิทธิ์เพราะเป็นพระเจ้าเองที่ทรงประทานให้แก่มนุษย์โดยผ่านทางโมเสส  เนื่องจากเป็นของพระเจ้า ธรรมบัญญัติจึงเป็นหลักแห่งความเชื่อที่สำคัญที่สุด และต้องประกอบด้วยหลักการสำหรับนำทางชีวิตมนุษย์ทั้งครบจนตลอดชีวิต ถ้าหากหลักการใดไม่ได้ระบุไว้อย่างแจ้งชัดก็แปลว่าต้องแฝงอยู่ในหลักการอื่นๆ
หน้าที่ประการแรกของธรรมาจารย์จึงได้แก่การคิดค้นระเบียบและกฎเกณฑ์ที่แฝงเร้นอยู่ในธรรมบัญญัติให้ปรากฏชัดแจ้ง เพื่อจะได้ใช้บังคับกับทุกสถานการณ์ในชีวิตมนุษย์ พวกเขาทำให้ศาสนายิวซึ่งเริ่มต้นด้วยหลักศีลธรรมกว้างๆ อันยิ่งใหญ่ แต่จบลงด้วยระเบียบและกฎเกณฑ์อันไม่มีสิ้นสุด
      หน้าที่ประการที่สองของธรรมาจารย์คือการสอนและถ่ายทอดระเบียบกฎเกณฑ์ที่เรียกกันว่า ธรรมประเพณี ซึ่งยังไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเหล่านี้จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งด้วยการท่องจำ จวบจนถึงประมาณกลางศตวรรษที่สองจึงมีการบันทึก ธรรมประเพณี เหล่านี้เป็นลายลักษณ์อักษรในหนังสือที่เรียกว่า Mishnah
       หน้าที่ประการสุดท้ายของธรรมาจารย์คือ การตัดสินกรณีต่างๆ
       วิธีการของพวกธรรมาจารย์คืออ้างคำสอนของธรรมาจารย์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งเรียกกันว่า รับบี พวกเขามักเริ่มต้นด้วย มีคำกล่าวไว้ว่า.....” แล้วตามด้วยการอ้างอิงชื่อของรับบีที่มีชื่อเสียงในอดีต ก่อนที่จะลงเอยด้วยคำตัดสินของตนเอง
แต่วิธีการของพระเยซูเจ้าแตกต่างจากพวกธรรมาจารย์โดยสิ้นเชิง !!!
       พระองค์สอนโดยไม่ต้องอาศัยอำนาจของผู้อื่น พระองค์ไม่ต้องอ้างอิงรับบีหรือผู้เชี่ยวชาญคนใด คำสอนของพระองค์เป็นอิสระจากผู้อื่น
        เพราะคำสอนของพระองค์คือพระสุรเสียงอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดขององค์พระผู้เป็นเจ้า !
       ผู้ฟังของพระองค์ก็ตระหนักดีถึงอำนาจที่อยู่ภายในตัวพระองค์.....
นอกจากอำนาจที่แสดงออกโดยทางคำพูดแล้ว พระองค์ยังแสดงอำนาจของพระองค์โดยผ่านทางการกระทำอีกด้วย
พระองค์ทรงรักษาคนถูกปีศาจสิง
ทั้งชาวยิวและคนในสมัยโบราณล้วนเชื่อเรื่อง ปีศาจสิง
ในสุสานโบราณแห่งหนึ่ง มีการค้นพบกะโหลกมนุษย์ 120 กะโหลกด้วยกัน ในบรรดากะโหลกเหล่านี้มีถึง 6 กะโหลกที่พบว่ามีรูเล็กๆ เจาะอยู่ และจากการศึกษาการเจริญเติบโตของกระดูก เป็นที่แน่ชัดว่ารูเล็กๆ เหล่านี้ถูกเจาะขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้รูเหล่านี้จะเล็กจนไม่มีผลใดๆ ตามมาตรฐานทางการแพทย์ในปัจจุบัน แต่ในสมัยโบราณถือว่าเป็นการผ่าตัดใหญ่ทั้งนี้เพื่อให้ ปีศาจออกจากร่างกายมนุษย์
หากมีผู้เตรียมการผ่าตัดใหญ่เช่นนี้ และมีผู้ที่พร้อมจะให้เจาะกะโหลกเช่นนี้ ย่อมแสดงว่าคนในสมัยก่อนเชื่อเรื่องปีศาจสิงมากสักเพียงใด !?
คำถามคือ ปีศาจ เหล่านี้มาจากไหน ?
บางคนเชื่อว่าปีศาจมีมาพร้อมกับการสร้างโลก บางคนเชื่อว่าปีศาจคือวิญญาณของคนชั่วที่แม้จะตายไปแล้ว แต่วิญญาณยังคงลอยนวลสืบสานผลงานอันชั่วร้ายต่อไป แต่ชาวยิวส่วนใหญ่เชื่อว่าปีศาจคือลูกหลานของเทวดาชั่ว ดังที่ปรากฏในหนังสือปฐมกาลบทที่ 6 คือ บุตรชายของพระเจ้าเห็นว่าบุตรหญิงของมนุษย์สวยงาม จึงแต่งงานกับทุกคนที่เขาเลือก....มนุษย์ยักษ์ได้ปรากฏบนแผ่นดินในสมัยนั้น และสมัยต่อมา เมื่อบุตรชายของพระเจ้ามีเพศสัมพันธ์กับบุตรหญิงของมนุษย์และมีบุตรด้วยกัน บุตรเหล่านี้เป็นวีรบุรุษในอดีตและเป็นคนที่มีชื่อเสียง(ปฐก 6:1-4)
ชาวยิวได้แต่งเติมเรื่องดังกล่าวจนได้ความว่า มีเทวดาสององค์ชื่อ Assael (อัสซาเอล) และ Shemachsai (เชมัคซัย) ได้ละทิ้งพระเจ้าแล้วหนีมาอยู่โลกมนุษย์ ทั้งสองหลงเสน่ห์ความงามของหญิงสาวผู้รู้ตาย แต่เทวดาองค์หนึ่งเปลี่ยนใจหันกลับไปหาพระเจ้า ส่วนอีกองค์หนึ่งคงอยู่ในโลกมนุษย์เพื่อสนองตัณหาของตนเอง
ปีศาจ คือลูกหลานของเทวดาองค์นี้ !
ตามความเชื่อของชาวยิว ปีศาจคือสิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ จึงมีอำนาจเหนือมนุษย์ ปีศาจเพศชายเรียกว่า Shedim (เชดิม) เพศหญิงเรียกว่า Lilin (ลิลิน) ปีศาจสามารถกิน ดื่ม และมีลูกหลานได้ จนมีจำนวนมากมายเหลือคณานับ บางคนเชื่อว่ามีมากถึงเจ็ดล้านห้าแสนตน (ถือว่ามากมายมหาศาลสำหรับชาวยิว) ชอบอาศัยอยู่ตามหลุมศพ ที่เปลี่ยว หรือแหล่งที่ไม่มีน้ำสำหรับชำระล้าง ชอบทำร้ายผู้ที่เดินทางตามลำพัง หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ เจ้าบ่าว เจ้าสาว เด็กที่ออกนอกบ้านเวลาค่ำมืด และทุกคนที่เดินทางเวลากลางคืน พวกมันสามารถถ่ายทอดสิ่งเลวร้ายมาสู่มนุษย์ได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ โชคร้าย ฯลฯ
ปีศาจหญิงมักเป็นศัตรูกับเด็ก พวกเด็กๆ จึงต้องมีเทวดารักษาตัวทุกคน ดังที่พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า เราบอกท่านทั้งหลายว่า ตลอดเวลาในสวรรค์ ทูตสวรรค์ของเขา (เด็กเล็กๆ) เฝ้าชมพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ (มธ 18:10)
ทั้งหมดนี้ เราจะเชื่อหรือไม่ ไม่สำคัญ !?
ประเด็นสำคัญคือ ผู้คนในสมัยพระเยซูเจ้าเชื่ออย่างนี้ !!!
ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ เมื่อใครก็ตามเชื่อว่าตัวเองถูกปีศาจสิง เขาจะตระหนักดีว่าตัวเองถูกปีศาจสิง และจะมั่นใจมากว่ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในตัวเขาและคอยบังคับควบคุมเขา นี่คือเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมคนที่ถูกปีศาจสิงจึงมักร้องเสียงดังเมื่อพบกับพระเยซูเจ้า ท่านมายุ่งกับเราทำไม เยซู ชาวนาซาเร็ธ ท่านมาทำลายเราใช่ไหม เรารู้ว่าท่านเป็นใคร (ข้อ 24) เพราะพวกเขารู้ตัวเองดีว่าถูก ปีศาจ สิง และรู้ดีว่าพระองค์คือ พระเมสสิยาห์ซึ่งเมื่อเสด็จมาก็หมายถึงจุดจบของพวกเขา!
ความเชื่อเช่นนี้ได้สืบทอดมาสู่คริสตชน จนพระศาสนจักรได้กำหนดให้มี พิธีไล่ผี ตั้งแต่ปี ค.. 340 เป็นต้นมา
แต่การ ไล่ผี ของพระเยซูเจ้าแตกต่างจากการไล่ผีของชาวยิวและคนต่างศาสนาโดยสิ้นเชิง !!  ชาวยิวและคนต่างศาสนาต้องมีพิธีกรรมที่ใช้เวทมนตร์และคาถามากมาย !!  แต่พระเยซูเจ้าใช้เพียงคำพูดที่สั้น เข้าใจง่าย และชัดเจน แต่ทว่าแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจอย่างยิ่ง จงเงียบ ออกไปจากผู้นี้ (ข้อ 25)

เกี่ยวกับการรักษาคนถูกปีศาจสิง เราอาจมีท่าทีได้ 2 ประการ คือ
1. ถือเสียว่าเป็นเรื่องของคนสมัยโบราณที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ยังไม่เจริญเหมือนในปัจจุบัน
2. ถือว่าเป็นเรื่องจริงทั้งในอดีต และในปัจจุบันก็ยังเกิดขึ้นจริง
หากยอมรับท่าทีแรก คือถือว่าเป็นเรื่องของคนโบราณ เราจำเป็นต้องอธิบายการกระทำของพระเยซูเจ้าที่พึ่งได้รับฟังในพระวรสารวันนี้
เป็นไปได้ว่าพระองค์รู้เรื่องการรักษาโรคเท่ากับคนในสมัยของพระองค์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เพราะพระองค์ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ และไม่ได้เสด็จมาเพื่อสอนวิทยาศาสตร์
หรือเป็นไปได้มากว่าพระองค์คือผู้ที่เข้าใจวิธีรักษาคนถูกปีศาจสิงได้ดีที่สุด นั่นคือ ต้องยอมรับว่าชายคนนั้นป่วยเพราะถูกปีศาจสิงเสียก่อน หาไม่แล้วพระองค์ไม่มีทางรักษาเขาให้หายได้เลย !
ทั้งหมดนี้แสดงถึง ความละเอียดอ่อนของพระเยซูเจ้า ทั้งในการเลือก ศาลาธรรม เป็นสถานที่สำหรับประกาศ ข่าวดี และในการรักษาคนถูกปีศาจสิงให้หายด้วยฤทธิ์อำนาจที่เข้าถึงจิตใจของผู้ป่วย
พระองค์ช่างสุดยอดจริงๆ
แค่เริ่มต้นเทศน์สอน ปีศาจก็ปั่นป่วนและพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
เราไม่หวังพึ่งพระองค์บ้างหรือ ?!?
ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกท่าน
คุณพ่อธีระ  กิจบำรุง
(บทความคัดลอกจากคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์)