วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

ประชาสัมพันธ์
1.   วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน 2011  ขอเชิญประชุมผู้สูงอายุ  เวลา 10.30 น.    ณ ห้องประชุมชั้น 1
2.   ประชุมพลมารี 2 เปรสิเดียมของวัดเซนต์จอห์น โอกาสวันเกิด    แม่พระ อาทิตย์ที่ 11 กันยายน 2011  ณ ห้องประชุมชั้น 2
3.   ประชุมคณะกรรมการเยาวชน เขต 2  วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน 2011  เวลา 14.00 น.  ณ ห้องประชุมชั้น 1 วัดเซนต์จอห์น (ร่วมกับคุณพ่อสุพัฒน์ หลิวสิริ  จิตตาธิการ)
4.  โบว์ลิ่งการกุศล ครั้งที่ 6  รวมพลัง ปันน้ำใจ ให้ครอบครัว    จัดโดย แผนกส่งเสริมชีวิตครอบครัว อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ      วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2011 เวลา 09.30-14.00 น. ค่าสมัครทีมละ 3,000 บาท  ติดต่อได้ที่ คุณสุทัศน์ มาลานิยม โทร.089-784-8803, คุณอนุรักษ์-คุณดารารัตน์ มีนนานนท์ โทร.081-407-4536
5.  ระลึกถึงในคำภาวนา คุณทัศนีย์ ธราธร ครบ 4 ปี (16 ก.ย.)
เปาโล ราช รัตนพล  ครบ 4 ปี (16 ก.ย.)
6.  สวดสายประคำ : เดือนตุลาคม ( 1-31 ) 300,000 สาย คาทอลิกไทยพร้อมเพรียง ไม่สิ้นเสียงสายประคำ  ติดต่อได้ที่สภาภิบาล
7.   ประกาศแต่งงาน   ฝ่ายชาย  อันตน พันชนะ พิมพ์อ้วน    บุตร นายมงคล พิมพ์อ้วน และ มารีอา เคียมลั้ง แซ่อึ้ง (ล้างบาปที่วัดอัครเทวดามีคาแอล สะพานใหม่)   ฝ่ายหญิง นางสาว เจนจิรา สงวนใจ บุตรี นายสมยศ สงวนใจ  และ  นางพิกุล สงวนใจ  สมรสวันเสาร์ที่ 17 ก.ย. 2011 เวลา 10.00 น.  
      ถ้าผู้ใดทราบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีข้อขัดขวางมิให้สมรสได้ ต้องแจ้งให้พระสงฆ์เจ้าอาวาสทราบ

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

สารวัด วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน 2011

อาทิตย์ที่ 23  เทศกาลธรรมดา
 ( วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน 2011 )


รำพึงพระวาจา
พี่น้องที่รัก
ข่าวดี   มัทธิว 18:15-20
 (15)ถ้าพี่น้องของท่านทำผิดจงไปตักเตือนเขาตามลำพัง ถ้าเขาเชื่อฟัง ท่านจะได้พี่น้องกลับคืนมา (16) ถ้าเขาไม่เชื่อฟัง จงพาอีกคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วย คำพูดของพยานสองคนหรือสามคนจะได้จัดเรื่องราวให้เรียบร้อย (17) ถ้าเขาไม่ยอมฟังพยาน จงแจ้งให้หมู่คณะทราบ ถ้าเขาไม่ยอมฟังหมู่คณะอีก จงปฏิบัติต่อเขาเหมือนเขาเป็นคนต่างศาสนา หรือคนเก็บภาษีเถิด (18) เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ทุกสิ่งที่ท่านจะผูกในโลก จะผูกไว้ในสวรรค์ และทุกสิ่งที่ท่านจะแก้ในโลก ก็จะแก้ในสวรรค์ด้วย
(19)เราบอกความจริงแก่ท่านอีกว่า ถ้าท่านสองคนในโลกนี้พร้อมใจกันอ้อนวอนขอสิ่งหนึ่งสิ่งใด พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์จะประทานให้ (20) เพราะว่า ที่ใดมีสองหรือสามคนชุมนุมกันในนามของเรา เราอยู่ที่นั่นท่ามกลางพวกเขา
1. การคืนดีกัน
       จากเนื้อหาและน้ำเสียงของมัทธิวบทที่ 18 ข้อ 15-18 ทำให้เชื่อกันว่าไม่น่าจะเป็นคำสอนของพระเยซูเจ้าเอง
       เหตุผลประการแรกคือ เป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะสอนศิษย์ว่า ถ้าเขาไม่ยอมฟังพยาน จงแจ้งให้หมู่คณะทราบ (มธ 18:17) เพราะคำกรีกที่ใช้คือ ekklesia  (เอคเคลซีอา) ไม่ได้หมายถึง หมู่คณะ แต่หมายถึง พระศาสนจักร ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นขณะที่พระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่   ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่า  พระศาสนจักร ที่พูดถึงน่าจะผ่านการพัฒนามาระยะหนึ่งจนเป็นองค์กรที่มีระบบ ระเบียบ และอำนาจหน้าที่ชัดเจนว่าจะ ผูก หรือจะ แก้ สิ่งใด (มธ 18:18)
       ประการที่สอง เป็นไปได้อย่างไรที่พระองค์จะสอนว่า ถ้าเขาไม่ยอมฟังหมู่คณะอีก จงปฏิบัติต่อเขาเหมือนเขาเป็นคนต่างศาสนาหรือคนเก็บภาษีเถิด (มธ 18:17) ซึ่งบ่งบอกว่าพวกเขา หมดหวังที่จะรอด ทั้งๆ ที่ตลอดชีวิตของพระองค์ทรงตามหาและคลุกคลีอยู่กับบุคคลเหล่านี้จนพวกฟารีสีเองถึงกับกล่าวหาพระองค์ว่าเป็นเพื่อนกับคนเก็บภาษีและคนบาป (มธ 11:19; ลก 7:34) และนอกจากจะไม่ทรงเห็นว่าคนเก็บภาษีและคนบาปสิ้นหวังแล้ว พระองค์ยังตรัสว่า เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า  คนเก็บภาษีและหญิงโสเภณีจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าก่อนท่าน (มธ 21:31)
       ประการสุดท้าย จากน้ำเสียงของพระวรสารตอนนี้ ดูเหมือนจะมีข้อจำกัดเรื่องการให้อภัย กล่าวคือ หลังจากได้พยายามดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ แล้ว ที่สุดจะมาถึงขั้นตอนหนึ่งที่มีบางคนถูกทอดทิ้งให้สิ้นหวัง ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่พระเยซูเจ้าจะทรงสอนเช่นนี้
       ทั้งหมดนี้นำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า พระวรสารตอนนี้มิได้บันทึกคำพูดของพระเยซูเจ้าโดยตรง แต่เป็นการประยุกต์คำสอนของพระองค์โดยพระศาสนจักรในสมัยหลัง เพื่อให้สมาชิกถือเป็นหลักปฏิบัติ
       อาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่พระองค์ตรัสสอนไว้โดยตรงคือ ถ้าใครทำผิดต่อท่าน จงพยายามทำทุกวิถีทางให้เขาสำนึกผิด เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างเขากับท่านจะดีดังเดิม
พูดง่ายๆ คือ เราจะยอมให้มีความแตกแยกระหว่างคริสตชนไม่ได้เด็ดขาด !
       แต่ถ้าเกิดความแตกแยกขึ้น พระศาสนจักรให้หลักปฏิบัติไว้ดังนี้
1.    เมื่อรู้สึกว่ามีคนทำผิดต่อเรา สิ่งแรกสุดที่ต้องกระทำคือ พูดออกมา ไม่ใช่เก็บเงียบไว้ในใจซึ่งมีแต่จะส่งผลร้ายต่อชีวิตและจิตใจของเราเอง  บางคนถึงกับเสียผู้เสียคนเพราะจมอยู่กับความเจ็บปวดรวดร้าวจนไม่อาจคิดถึงสิ่งอื่นหรือบุคคลอื่นได้อีก
       เราจึงต้องนำความรู้สึกนั้นออกมาภายนอกด้วยการพูด ซึ่งเมื่อ พูดออกไปแล้ว หลายครั้งเราจะพบว่าปัญหานั้นมันช่างเล็กน้อยและไร้สาระเสียนี่กระไร
2.    หากความรู้สึกยังไม่ดีขึ้น เราควร พบเขาตัวต่อตัว ไม่ใช่เขียนจดหมาย โทรศัพท์ หรือพูดผ่านบุคคลอื่น
       การใช้ตัวกลางรังแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เพราะผู้ฟังไม่สามารถรับรู้อารมณ์ ความรู้สึก หรือสีหน้าท่าทางของผู้พูด อันอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้
3.    หากการพบกันตัวต่อตัวยังไม่ประสบความสำเร็จอีก ให้นำผู้รู้หรือผู้ใหญ่ไปด้วย  เพราะปกติคนที่ทำผิดต่อเรามักไม่ชอบหน้าเราและไม่อยากฟังเราเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การนำผู้รู้หรือผู้ใหญ่ที่ทุกฝ่ายเกรงใจไปด้วยย่อมช่วยให้บรรยากาศการสนทนาดีขึ้น และเป็นไปได้ว่าแต่ละฝ่ายจะมองเห็นตัวตนของตนเองเหมือนที่ผู้รู้หรือผู้ใหญ่มองเห็น
       คำพูดที่ว่า ถ้าเขาไม่เชื่อฟัง จงพาอีกคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วย (มธ 18:16) คงได้รับอิทธิพลจากคำสอนในพระธรรมเก่าที่ว่า พยานปากเดียวไม่เพียงพอเพื่อตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดทางอาญาหรือกระทำความผิดอื่นๆ  จะต้องมีพยานสองหรือสามปากเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวหาไม่ว่าในความผิดใดๆ (ฉธบ 19:15) ต่างกันเพียงแต่ว่าเป้าหมายในการนำผู้อื่นไปด้วยก็เพื่อช่วยให้คืนดีกัน ไม่ใช่เพื่อปรักปรำคนผิด
 4.   หากปัญหายังไม่ยุติ ให้นำเรื่องเสนอหมู่คณะคริสตชน ซึ่งได้แก่พระศาสนจักร  เหตุผลคือ หากนำเรื่องสู่ศาลเราอาจยุติปัญหาทางแพ่งหรือทางอาญาได้ แต่ปัญหาทางความสัมพันธ์นอกจากจะยุติไม่ได้แล้ว ยังมีแต่จะทำให้ปัญหายืดเยื้อยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด
       ตรงกันข้ามกับศาล บรรยากาศในหมู่คณะคริสตชนซึ่งมีการสวดภาวนาและมี ความรักแบบคริสตชน ย่อมเอื้อต่อการแก้ปัญหาได้ดีกว่าตัวบทกฎหมายและระเบียบขั้นตอนของศาลมากมายนัก
5.    หากยังไม่สำเร็จอีก ขั้นตอนสุดท้ายคือ จงปฏิบัติต่อเขาเหมือนเขาเป็นคนต่างศาสนาหรือคนเก็บภาษีเถิด (มธ 18:17)
       ขั้นตอนนี้อธิบายยาก แต่เราต้องเข้าใจไว้ก่อนว่า ในเมื่อพระเยซูเจ้าไม่ทรงละทิ้งแกะที่พลัดหลงแม้แต่ตัวเดียว มีหรือพระองค์จะทรงยินยอมปล่อยให้ผู้หนึ่งผู้ใดถูกทอดทิ้งด้วยความสิ้นหวัง ?!
       จึงดูเหมือนพระองค์กำลังสอนว่า เมื่อท่านได้ให้โอกาสแก่คนบาปและพยายามทุกวิถีทางแล้ว หากเขายังดึงดันอยู่ในบาป พวกท่านอาจถือว่าเขาเป็นคนเก็บภาษีผู้ทรยศต่อประเทศชาติ หรือเป็นคนต่างศาสนาที่ไม่มีพระเจ้าก็ได้  แต่เราไม่เห็นว่าคนเก็บภาษีหรือคนต่างศาสนาจะสิ้นหวังตรงไหน พวกเขาก็มีหัวใจเหมือนกัน ดูอย่างมัทธิวและศักเคียสสิ พวกเขากลายเป็นเพื่อนรักของเรา  เพราะฉะนั้นพวกท่านต้องพยายามชนะใจพวกเขาให้ได้เหมือนที่เราได้ทำมาแล้ว
       ขั้นตอนนี้จึงไม่ใช่คำสั่งให้เราทอดทิ้งคนบาป แต่เป็นการท้าทายให้เราชนะใจคนบาปด้วยความรัก
       ความรักที่สามารถแทรกซึมเข้าไปในหัวใจไม่ว่าจะแข็งกระด้างปานใดก็ตาม !
       เหตุผลของพระองค์คือ ทุกสิ่งที่ท่านจะผูกในโลก จะผูกไว้ในสวรรค์ และทุกสิ่งที่ท่านจะแก้ในโลก ก็จะแก้ในสวรรค์ด้วย (มธ 18:18) ซึ่งบ่งบอกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนพี่น้องที่ถูกผูกหรือถูกแก้ในโลกนี้ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเพราะต่างก็ส่งผลถึงชีวิตนิรันดรในสวรรค์
       เพราะฉะนั้นเรา ต้อง เยียวยาแก้ไขความแตกแยกให้ได้ !
2. คำภาวนาที่บังเกิดผล
       พระเยซูเจ้าตรัสว่า ถ้าท่านสองคนในโลกนี้พร้อมใจกันอ้อนวอนขอสิ่งหนึ่งสิ่งใด พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์จะประทานให้ (มธ 18:19)
       ก่อนอื่นใดหมด เราจำเป็นต้องศึกษาพระวาจานี้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้  หากตีความง่ายๆ ตามตัวอักษร เราคงไม่แคล้วต้องผิดหวังกับการรอคอยสิ่งที่ไม่มีวันจะเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น กี่ครั้งกี่หนแล้วที่เรารวมตัวกันทั้งวัดหรือแม้แต่ทั้งสังฆมณฑลเพื่อวอนขอสันติภาพ แต่สันติภาพในโลกและทางภาคใต้ของไทยก็ยังไม่เกิดสักที
       สิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงปรารถนาจะสอนเราเมื่อสวดภาวนาและวอนขอก็คือ
1.    คำภาวนาต้องไม่เห็นแก่ตัว  คำว่า สองคนในโลกนี้พร้อมใจกัน หมายความว่าเราต้องไม่คิดถึงแต่ตัวเองและวอนขอเฉพาะสิ่งที่ตัวเองต้องการ  แต่ต้องวอนขอในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสังคมซึ่งต้องคิดคำนึงถึงความต้องการของสมาชิกคนอื่นด้วย
       คำภาวนาที่เห็นแก่ตัวย่อมส่งผลร้ายต่อสังคมส่วนใหญ่ จึงยากที่พระบิดาจะประทานให้  ตรงกันข้าม หากทุกคนหรืออย่างน้อยส่วนใหญ่ของสังคมเห็นพ้องต้องกันวอนขอโดยไม่มีความปรารถนาที่เห็นแก่ตัวเจือปนอยู่ คำภาวนานั้นย่อมบังเกิดผลอย่างแน่นอน
2.    พระเจ้าทรงสดับฟังคำภาวนาที่ไม่เห็นแก่ตัวเสมอ แต่ต้องระลึกอยู่เสมอว่า พระองค์ไม่ได้ประทานให้ตามความต้องการของเรา แต่ตามที่พระองค์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยปรีชาญาณและความรักทรงเห็นว่าดีที่สุด
       เหตุผลของพระองค์คือเรามักวอนขอ การหนี เช่น ขอให้รอดพ้นจากความยากลำบาก ความเสียใจ ความผิดหวัง และภยันตรายต่างๆ  แต่จะมีบิดาคนใดที่รักลูกแล้วยอมให้ลูกของตัวเองหนีหัวซุกหัวซุนอย่างผู้แพ้ตลอดชีวิต
       เช่นเดียวกัน พระเจ้าก็ไม่ทรงประสงค์ให้เราพ่ายแพ้ แต่ต้องการให้เรา ชนะ  ในยามทุกข์ยากลำบาก พระองค์ทรงช่วยเราให้เข้าใจในสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้  ทรงช่วยเราให้อดทนในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทนได้  และทรงช่วยเราให้กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาที่เราเองไม่เคยคิดแม้แต่จะเข้าใกล้
       ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือพระเยซูเจ้า ขณะอยู่ในสวนเกทเสมนี พระองค์ทรงวอนขอให้รอดพ้นจากสถานการณ์อันน่าสะพรึงกลัวว่า พระบิดาเจ้าข้า ถ้าเป็นไปได้ ขอให้ถ้วยนี้พ้นข้าพเจ้าไปเถิด (มธ 26:39) แต่สิ่งที่พระบิดาทรงประทานแก่พระองค์คือพลังที่จะเผชิญหน้า ที่จะอดทน และที่จะเอาชนะสถานการณ์อันเลวร้ายนั้น
       บทสรุปคือ พระเจ้าทรงสดับฟังคำภาวนาที่ไม่เห็นแก่ตัวเสมอ แต่คำตอบนั้นเป็นของพระองค์และไม่จำเป็นต้องเหมือนเรา !
       อนึ่ง พระเยซูเจ้าทรงเสริมว่า ที่ใดมีสองหรือสามคนชุมนุมกันในนามของเรา เราอยู่ที่นั่นท่ามกลางพวกเขา (มธ 18:20)
       เราอาจเข้าใจพระวาจานี้ได้ 2 ระดับด้วยกัน
1.    ระดับวัด  พระองค์ทรงประทับอยู่กับกลุ่มเล็ก ๆ เพียงสองสามคนเท่ากับที่ทรงประทับอยู่ท่ามกลางสัตบุรุษเต็มวัด
       เพราะฉะนั้น เมื่อเราประชุมกลุ่ม เช่น กลุ่มรักพระคัมภีร์ กลุ่มพลมารี กลุ่มเยาวชน ฯลฯ พระเยซูเจ้าทรงประทับอยู่ท่ามกลางเราเท่าๆ กับขณะร่วมพิธีบูชามิสซาซึ่งมีสัตบุรุษมากมายเต็มวัด
       พระองค์ไม่ทรงสนใจตัวเลขหรือจำนวน ขอเพียงที่ใดมีหัวใจเต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อร่วมกัน พระองค์ทรงประทับอยู่ท่ามกลางพวกเขาเสมอ
2.    ระดับครอบครัว  มีผู้อธิบายว่า สองสามคน นั้นได้แก่ บิดา มารดา และบุตร ซึ่งรวมกันเป็นครอบครัว
       หมายความว่า พระเยซูเจ้าทรงประทับอยู่ท่ามกลางครอบครัวทุกครอบครัว แม้จะทรงเป็นแขกที่มองไม่เห็นก็ตาม
หลายคนทำดีเฉพาะโอกาสสำคัญ แต่สำหรับพระเยซูเจ้า ทุกโอกาสที่มีสองสามคนร่วมกันในพระนามของพระองค์ ล้วนสำคัญเสมอ !
                       
ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกท่าน
คุณพ่อธีระ  กิจบำรุง
(บทความคัดลอกจากคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์)
ประชาสัมพันธ์
1.  ชมรมฆราวาส เขต 2  จะจัดให้มีการอบรม เรื่อง “ผู้นำวิถีชุมชนวัด เขต 2”  ในวันเสาร์-อาทิตย์ที่  10-11 กันยายน  2011  ณ โรงแรมชาลีน่า  ลาดพร้าว 122  ขอเชิญผู้สนใจส่งใบสมัครได้ที่หน้าวัด หรือ ที่กรรมการสภาภิบาลทุกท่าน ภายในวันอาทิตย์ที่  4  กันยายน 2011
2.   ระลึกถึงในคำภาวนา ออกัสติน วิไล หนึ่งน้ำใจ (ครบ 3 ปี)  9 ก.ย.
3.   คุณพ่อใหม่ของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ จะมาถวายมิสซาแรกที่วัดเซนต์จอห์น ในวันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน 2554  เวลา 9.00 น.
1. คุณพ่อยอแซฟ เชษฐ์ดนัย ไชยเผือก
2. คุณพ่อเปโตร บุญชรัสมิ์ สุขสว่าง
3. คุณพ่อมีคาแอล นัฎฐวี กังก๋ง  
ขอเชิญพี่น้องร่วมโมทนาคุณพระกับพระสงฆ์ใหม และรับพรพระสงฆ์ใหม่ ตามวันเวลาดังกล่าว
4.   ตรวจสุขภาพ   วัดความดันโลหิต น้ำตาลและไขมันในเลือด
วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน 2011
5.  โบว์ลิ่งการกุศล ครั้งที่ 6  รวมพลัง ปันน้ำใจ ให้ครอบครัว จัดโดย แผนกส่งเสริมชีวิตครอบครัว อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2011 เวลา 09.30-14.00 น. ค่าสมัครทีมละ 3,000 บาท  ติดต่อได้ที่ คุณสุทัศน์ มาลานิยม โทร.089-784-8803, คุณอนุรักษ์-คุณดารารัตน์ มีนนานนท์ โทร.081-407-4536
6.   วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน 2011  ขอเชิญประชุมผู้สูงอายุ  เวลา 10.30 น.    ณ ห้องประชุมชั้น 1
7.   ประกาศแต่งงาน   ฝ่ายชาย  อันตน พันชนะ พิมพ์อ้วน    บุตร นายมงคล พิมพ์อ้วน และ มารีอา เคียมลั้ง แซ่อึ้ง (ล้างบาปที่วัดอัครเทวดามีคาแอล สะพานใหม่)   ฝ่ายหญิง นางสาว เจนจิรา สงวนใจ บุตรี นายสมยศ สงวนใจ  และ  นางพิกุล สงวนใจ  สมรสวันเสาร์ที่ 17 ก.ย. 2011 เวลา 10.00 น.  
        ถ้าผู้ใดทราบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีข้อขัดขวางมิให้สมรสได้ ต้องแจ้งให้พระสงฆ์เจ้าอาวาสทราบ

สารวัด วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2011

อาทิตย์ที่ 22  เทศกาลธรรมดา
 ( วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2011 )


รำพึงพระวาจา
พี่น้องที่รัก
ข่าวดี   มัทธิว 16:21-27
 (21)ตั้งแต่นั้นมาพระเยซูเจ้าทรงเริ่มแจ้งแก่บรรดาศิษย์ว่า พระองค์จะต้องเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อรับการทรมานอย่างมากจากบรรดาผู้อาวุโส หัวหน้าสมณะและธรรมาจารย์   จะถูกประหารชีวิต    แต่จะทรงกลับคืนพระชนมชีพในวันที่สาม  (22)เปโตรนำพระองค์แยกออกไป ทูลทัดทานว่า ขอเถิด พระเจ้าข้า เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นกับพระองค์อย่างแน่นอน (23) แต่พระองค์ทรงหันมาตรัสแก่เปโตรว่า เจ้าซาตาน ถอยไปข้างหลัง เจ้าเป็นเครื่องกีดขวางเรา เจ้าไม่คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์
(24)พระเยซูเจ้าตรัสแก่บรรดาศิษย์ว่า ถ้าผู้ใดอยากตามเรา ก็จงเลิกคิดถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนและติดตามเรา (25) ผู้ใดใคร่รักษาชีวิตของตนให้รอดพ้น ก็จะสูญเสียชีวิตนิรันดร แต่ถ้าผู้ใดเสียชีวิตของตนเพราะเรา ก็จะพบชีวิตนิรันดร (26) มนุษย์จะได้ประโยชน์ใดในการที่ได้โลกทั้งโลกเป็นกำไร แต่ต้องเสียชีวิต มนุษย์จะต้องให้สิ่งใดเพื่อแลกกับชีวิตที่สูญเสียไปให้กลับคืนมา (27) บุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จกลับมาในพระสิริรุ่งโรจน์ของพระบิดาพร้อมกับบรรดาทูตสวรรค์ เมื่อนั้นพระองค์จะประทานรางวัลแก่ทุกคนตามความประพฤติของเขา


1. เจ้าซาตาน ถอยไปข้างหลัง
แม้เปโตรจะประกาศที่เมืองซีซารียาแห่งฟิลิปว่า  พระเยซูเจ้าคือพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต (มธ 16:16)  แต่ พระคริสตเจ้า ตามความคิดของเปโตรนั้นแตกต่างจากพระเยซูเจ้าอย่างสิ้นเชิง
พระคริสตเจ้า (จากภาษากรีก) หรือ พระเมสสิยาห์ (จากภาษาฮีบรู) ตามความคิดของเปโตร คือกษัตริย์นักรบที่พระเจ้าทรงส่งมานำกองทัพยิวขับไล่ชาวโรมันออกจากแผ่นดินปาเลสไตน์ และนำพาชนชาติยิวให้กลับมามีอำนาจรุ่งเรืองเหนือชนชาติอื่น
เพราะฉะนั้นเมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่าพระเมสสิยาห์ จะต้องเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อรับการทรมานอย่างมากจากบรรดาผู้อาวุโส หัวหน้าสมณะ   และธรรมาจารย์ และจะถูกประหารชีวิต (มธ 16:21) เปโตรจึงยอมรับไม่ได้ และไวเท่าความคิด ท่านพาพระองค์ออกไปพร้อมกับทูลคัดค้านว่า เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นกับพระองค์อย่างแน่นอน (มธ 16:22)
แล้วคำตำหนิอันหนักหน่วงชนิดที่ใครได้ฟังแล้วเป็นต้องหายใจไม่ทั่วท้องก็ตามมาทันที เจ้าซาตาน ถอยไปข้างหลัง (มธ 16:23)
แต่อย่าเพิ่งคิดว่าพระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดหรือแววตาแดงก่ำด้วยความโกรธ  ตรงกันข้าม พระองค์ทรงตำหนิเปโตรด้วยความปวดร้าว โศกเศร้า และตระหนกจนตัวสั่น
เพราะการประจญที่เคยหลอกหลอนพระองค์ในถิ่นทุรกันดารก่อนเริ่มต้นภารกิจนั้น ได้หวนกลับมาหาพระองค์อีกครั้งหนึ่ง
ปีศาจรู้จุดอ่อนของทุกคนดีว่าไม่มีใครอยากตายอย่างเจ็บปวดทรมานบนไม้กางเขน มันจึงพยายามล่อลวงพระองค์ให้เลือกวิธีที่สบายกว่าในการกอบกู้มนุษยชาติ (ดู มธ 4:1-11)
- จงใช้ฤทธิ์อำนาจที่มีดลบันดาลขนมปังแจกผู้คนสิ แล้วพวกเขาจะติดตามพระองค์
- จงแสดงอภินิหารด้วยการกระโดดจากที่สูง เมื่อประชาชนพิศวง พวกเขาก็จะเชื่อฟังพระองค์เองแหละ
- จงยอมก้มหัวให้เราบ้างสิ    อย่าเคร่งครัดนัก หัดเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ดูบ้าง คนเขาจะได้ติดตามพระองค์ง่ายหน่อย
แม้ก่อนถูกจับในสวนเกทเสมนีเพียงไม่กี่นาที มันก็ยังไม่เลิกล่อลวงพระองค์ ขอให้ถ้วยนี้พ้นข้าพเจ้าไปเถิด (มธ 26:39)
แต่ครั้งนี้ปีศาจมันโหดร้ายสุด ๆ !
มันใช้เปโตรผู้เป็นศิษย์เอกของพระองค์เองให้ล่อลวงพระองค์ !!
ปีศาจตรงกับภาษาฮีบรู ซาตาน ซึ่งแปลว่า ปรปักษ์  มันจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้มนุษย์หันเหจากหนทางของพระเจ้าและกลายเป็นปรปักษ์กับพระองค์
เปโตรถูกปีศาจทำให้เป็น ซาตาน ผู้เป็นปรปักษ์กับพระองค์ จนพระองค์ต้องตรัสว่า เจ้าเป็นเครื่องกีดขวางเรา เจ้าไม่คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์ (มธ 16:23)
และนี่คือสาเหตุที่ทำให้พระองค์ตื่นตระหนกและปวดร้าวหัวใจมากที่สุด เพราะซาตานที่มาล่อลวงพระองค์คือผู้ซึ่งรักพระองค์มากที่สุด
แต่ ความรักแท้ ย่อมส่งเสริม คนรัก ให้อยู่ในหนทางของพระเจ้า ไม่ใช่พยายามลากพระองค์ออกไปจากพระเจ้าดังที่เปโตรได้กระทำ !
ความรักแท้ย่อมไม่หน่วงเหนี่ยวอัศวินให้อยู่กับบ้าน แต่ย่อมปล่อยเขาออกไปผจญภัยเพื่อชัยชนะและเกียรติยศอันยิ่งใหญ่
ความรักที่ปกป้องคนรักจากการเป็นทหารหาญของพระคริสตเจ้า หรือจากการดำเนินชีวิตตามหนทางของพระองค์จึงไม่ใช่ รักแท้
อย่างไรก็ตาม แม้จะถูกดุว่าเป็นซาตาน แต่คำสั่งที่พระองค์ทรงใช้ ขับไล่ เปโตรก็ยังแฝงไปด้วยคำเชิญชวนและการให้โอกาสกลับมาติดตามพระองค์
พระองค์ทรงขับไล่ปีศาจที่ล่อลวงพระองค์ในถิ่นทุรกันดารว่า เจ้าซาตาน จงไปให้พ้น        (มธ 4:10) ซึ่งตรงกับภาษากรีก Hupage Satana (ฮูพาเก ซาตานา)
แต่กับเปโตร พระองค์ตรัสสั่งว่า เจ้าซาตาน ถอยไปข้างหลัง (มธ 16:23) ภาษากรีกคือ Hupage opiso mou, Satana(ฮูพาเก โอพีโซ มู, ซาตานา)
      แม้จะใช้คำสั่ง ฮูพาเก เหมือนกัน  แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ โอพีโซ มู ซึ่งแปลว่า ข้างหลังฉัน
      หมายความว่า พระองค์ทรงขับไล่ปีศาจให้ ไปแล้ว่ของพระเยซูเจ้าก็ยังแฝงไปด้วยความหวังและการท้าทายให้ติดตามพระองค์ต่อไป
อลวงพระองค์เป็ไปลับ  แต่กับเปโตรไม่ใช่ไปแล้วไปลับ เพียงแค่ให้ ถอยไปอยู่ข้างหลัง หรืออีกนัยหนึ่งคือ จงกลับมาติดตามเรา !”
      นี่คือสิ่งที่ทำให้เปโตรแตกต่างจากปีศาจอย่างสิ้นเชิง เพราะปีศาจมันหยิ่งจองหองเกินกว่าจะยอมติดตามพระองค์  ส่วนเปโตร แม้จะผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ท่านก็หันกลับมาติดตามพระองค์ทุกครั้ง
      แล้วเราจะเลือกหนทางแบบปีศาจหรือเปโตร ?
2. เงื่อนไขในการติดตามพระคริสตเจ้า
     คำสอนหลักที่พระเยซูเจ้าตรัสถึงบ่อยที่สุดคือ เงื่อนไขในการติดตามพระองค์ (มธ 10:37-39; มก 8:34-37; ลก 9:23-27; 14:25-27; 17:33; ยน 12:25) ซึ่งมี 3 ประการด้วยกัน
      1.    เลิกคิดถึงตนเอง หรือ ปฏิเสธตนเอง (self-denial) ซึ่งเราคุ้นเคยกันดี แต่ส่วนใหญ่มักปฏิเสธตนเองแบบมีข้อจำกัด เช่น อดเนื้อ (เฉพาะ) วันศุกร์ หรือทำพลีกรรมชดเชยบาป (เฉพาะ) เทศกาลมหาพรต เป็นต้น
            แต่นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของการเลิกคิดถึงตนเองตามความหมายของพระเยซูเจ้า  เพราะสำหรับพระองค์ การเลิกคิดถึงตนเองหมายถึงการพูด ไม่ กับตัวเอง และ ใช่ กับพระเจ้าทุกลมหายใจตลอดชีวิต  ไม่ใช่เลิกคิดถึงตนเองเฉพาะเวลาใดเวลาหนึ่ง
            ทุกวันและทุกขณะจิต เราต้องพยายามลดความเป็น ตัวกู-ของกู ลง แล้วอัญเชิญพระเจ้ามาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ดังแบบอย่างของนักบุญเปาโลที่กล่าวไว้ว่า ข้าพเจ้าถูกตรึงกางเขนกับพระคริสตเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ มิใช่ตัวข้าพเจ้าอีกต่อไป แต่พระคริสตเจ้าทรงดำรงชีวิตอยู่ในตัวข้าพเจ้า ชีวิตที่ข้าพเจ้ากำลังดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินชีวิตในความเชื่อถึงพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงรักข้าพเจ้าและทรงมอบพระองค์เพื่อข้าพเจ้า (กท 2:20)
      2.    แบกไม้กางเขนของตน นั่นคือยอมรับภาระทุกอย่างอันเกิดจากการรับใช้ด้วยความเสียสละ  เช่น ยอมละทิ้งความทะเยอทะยานส่วนตัวเพื่อรับใช้พระเยซูเจ้า ยอมสละเวลาว่างและความบันเทิงส่วนตัวเพื่อเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ เด็กกำพร้า ผู้พิการ ผู้ขัดสนและด้อยโอกาส ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการรับใช้พระเจ้าที่ดีที่สุด
            นอกจากภาระอันเกิดจากการรับใช้พระเจ้าแล้ว กางเขนยังหมายรวมถึงภาระอันเกิดจากหน้าที่การงานประจำวัน มรสุมชีวิต ตลอดจนการประจญล่อลวงอีกมากมายซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นโอกาสให้เรา ชนะ เข้มแข็ง มั่นคง เป็นคนดี และประสบความสำเร็จ เพิ่มมากขึ้น
      3.    ติดตามพระเยซูคริสตเจ้า คือยอมรับพระองค์เป็นผู้นำของเรา และพร้อมนบนอบเชื่อฟังพระองค์
      เมื่อนบนอบเชื่อฟังพระองค์ก็เท่ากับเรากำลังคิดเหมือนพระองค์ และปรารถนาเหมือนพระองค์ ซึ่งแน่นอนว่าจะนำเราไปสู่การดำเนินชีวิตเหมือนพระองค์ด้วย
            แล้วยังจะมีสิ่งใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการดำเนินชีวิตและมี ชีวิตเหมือนพระเจ้า อีกเล่า ?!?
3. เคล็ดลับชีวิต
นอกจากเงื่อนไขทั้ง 3 ประการแล้ว พระองค์ยังทรงสอนเคล็ดลับในการ มีชีวิต แก่เราอีกด้วย
สำหรับพระองค์ คนเป็น (existing) และ คนมีชีวิต (living) นั้นต่างกัน
      ทุกคนที่หายใจได้และหัวใจยังเต้นอยู่ก็ถือว่าเป็น คนเป็น แล้ว แต่ใช่ว่า คนเป็น ทุกคนจะได้ชื่อว่า มีชีวิต  เพราะคนที่ มีชีวิต จำเป็นต้องมีคุณค่ามากกว่าหายใจได้   เช่น  ต้องมีดวงวิญญาณที่สงบสุข   มีจิตใจที่ร่าเริงเบิกบานและเป็นสุขตื่นเต้นซาบซึ้งอยู่ทุกขณะจิต
      เคล็ดลับของพระองค์ในการทำให้ คนเป็น มีชีวิตคือ การสละชีวิต” !
      พระองค์ตรัสว่า ผู้ใดใคร่รักษาชีวิตของตนให้รอดพ้น ก็จะสูญเสียชีวิตนิรันดร แต่ถ้าผู้ใดเสียชีวิตของตนเพราะเรา ก็จะพบชีวิตนิรันดร (มธ 16:25)
      มัทธิวเขียนพระวรสารราว ค.ศ. 80 - 90 ซึ่งเริ่มมีการเบียดเบียนศาสนาแล้ว ท่านจึงนำพระดำรัสของพระเยซูเจ้ามาบันทึกไว้เพื่อเตือนใจคริสตชนว่า หากท่านละทิ้งความเชื่อ จริงอยู่ท่านอาจรักษาชีวิตไว้ได้ แต่ท่านมีชีวิตต่อไปก็เพื่อรอวันตายและเป็นความตายชั่วนิรันดร  ตรงกันข้าม หากท่านรักษาความเชื่อไว้ ท่านอาจตาย แต่ท่านตายเพื่อจะมีชีวิตนิรันดร
      ทุกวันนี้ แม้โอกาสตายเพื่อยืนยันความเชื่อจะเหลือน้อยเต็มที แต่เราสามารถ ตายต่อตัวเอง ได้ทุกวัน
หากเรามัวแต่แสวงหาความสะดวกสบาย เจริญชีวิตตามใจตัวเอง และตัดสินใจตามมาตรฐานชาวโลก  เรากำลังปล่อยตัวให้หย่อนยาน เห็นแก่ตัว และยึดติดอยู่กับสิ่งของของโลก ซึ่งเป็นชีวิตที่สวนทางกับพระเจ้าและทำให้ความเป็น ฉายาของพระเจ้า ในตัวเราลดน้อยถอยลงอันส่งผลให้ ความเป็นคน ของเราด้อยค่าลงจนกลายเป็นคนไร้ค่าไปในที่สุด
      ในทางกลับกัน เราพบเห็นนักบุญและวีรบุรุษมากมายที่ยอมสูญเสียทุกสิ่งแม้แต่ชีวิตของตนเองเพื่อพระเยซูเจ้า ต่างได้รับการจารึกชื่อไว้อย่างยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์
      หากไม่มีผู้ใดดำเนินชีวิตตาม เคล็ดลับ ของพระเยซูเจ้า  ต่างคนต่างเห็นแก่ความปลอดภัยของตนเอง ไม่ยอมเสี่ยง ไม่ยอมเสียสละ  เราคงไม่มียารักษาโรคใหม่ๆ  ไม่มีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ  ซึ่งคงทำให้ชีวิตของเรายากลำบากมากกว่านี้หรืออาจจบสิ้นไปแล้วก็เป็นได้
      หรือหากผู้เป็นแม่กลัวเจ็บ กลัวถูกลูกรบกวน เลยไม่ยอมคลอดบุตร แล้วเราจะเกิดมาได้อย่างไรกัน ?
      เพราะฉะนั้น ผู้ที่พร้อมเดิมพันชีวิตของตนเพื่อพระเจ้าเท่านั้นแหละที่จะพบชีวิต และเป็นชีวิตที่มีคุณค่ามากด้วย !
      อย่าลืมว่า ทุกครั้งที่เราตัดสินใจกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรากำลังทำให้สิ่งนั้นกลายเป็นนิสัยและบุคลิกลักษณะเฉพาะของเราตลอดไป  เราจะทำสิ่งนั้นบ่อยๆ และทำได้อย่างคล่องแคล่วจนลืมคิดถึงสิ่งอื่นและไม่สามารถทำสิ่งอื่นได้อีก ตัวอย่างเช่น หากเราเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่เคยฟังหรือคิดถึงผู้อื่นเลย  เราไม่มีทางคาดหวังได้เลยว่าในบั้นปลายของชีวิตเราจะกลับกลายเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และรู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
      หรือหากเราดำเนินชีวิตยึดติดอยู่กับโลก มุ่งแสวงหาตำแหน่ง ชื่อเสียง เกียรติยศ และทรัพย์ศฤงคาร จนมีอำนาจวาสนาและบารมีล้นเหลือ ผู้คนนับหน้าถือตา มีคนล้อมหน้าล้อมหลัง  แล้วเรากล้าคาดหวังว่าจะ ละโลก หันมาหาพระเจ้าก่อนตายได้ละหรือ ?!?
      พระเยซูเจ้าจึงทรงเสริม เคล็ดลับ ของพระองค์ด้วยการเตือนสติเราทุกคนว่า มนุษย์จะได้ประโยชน์ใดในการที่ได้โลกทั้งโลกเป็นกำไร แต่ต้องเสียชีวิต  มนุษย์จะต้องให้สิ่งใดเพื่อแลกกับชีวิตที่สูญเสียไปให้กลับคืนมา (มธ 16:26)
      คำว่า แลก ตรงกับภาษากรีก antallagma (อันตัลลักมา) ซึ่งมีตัวอย่างการใช้ในพระธรรมเก่า เช่น ไม่มี antallagma สำหรับเพื่อนตาย (บสร 6:15) และ ไม่มี antallagma สำหรับวิญญาณที่สัตย์ซื่อ (บสร 26:14)
      ความหมายในพระธรรมเก่าคือ ไม่มีสิ่งใดมีค่าเพียงพอที่จะ แลก กับเพื่อนตายหรือวิญญาณที่สัตย์ซื่อได้
      เมื่อพระเยซูเจ้าทรงนำคำ “antallagma” มาใช้ ย่อมหมายความว่า โลกไม่มีค่าเพียงพอที่จะแลกกับพระองค์ !
เมื่อพูดถึง โลก พระองค์ทรงหมายถึงวัตถุสิ่งของซึ่งถือว่าอยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า  และเพราะมันอยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า เราจึงควรคำนึงอยู่เสมอว่า
      1.    เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง เราไม่อาจนำสิ่งใดในโลกติดตัวไปได้เลยนอกจากตัวของเราเอง  หากเราลดตัวลงไปยึดติดกับสิ่งที่นำติดตัวไปไม่ได้มันจะน่าเศร้าและขมขื่นสักเพียงใด ?
      2.    ในวันที่เราต้องเผชิญกับมรสุมชีวิต จะมีวัตถุใดในโลกที่ช่วยเยียวยาหัวใจซึ่งแตกสลายหรือดวงวิญญาณที่เปล่าเปลี่ยวของเราได้ ?
      3.    ยิ่งถ้าเราได้สิ่งของนั้นมาอย่างไม่ถูกต้องแล้วถูกมโนธรรมติเตียน เราจะทนฟังเสียงติเตียนนั้นเหมือนตกนรกทั้งเป็นได้หรือ ?
พร้อมกับ เคล็ดลับ พระองค์ทรงประทานคำเตือนไว้ด้วยว่า บุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จกลับมาในพระสิริรุ่งโรจน์ของพระบิดาพร้อมกับบรรดาทูตสวรรค์ 


เมื่อนั้นพระองค์จะประทานรางวัลแก่ทุกคนตามความประพฤติของเขา (มธ 16:27)
      อย่าลืมว่า ทุกๆ วินาที ชีวิตของเรากำลังเคลื่อนที่ไปสู่ ความตาย และ การพิพากษา
      ไม่มีใครสามารถรอดพ้นจากสองสิ่งนี้ไปได้สักคนเดียว !
และเกณฑ์ในการพิพากษาตัดสินของพระเยซูเจ้าคือ ผู้ใดใคร่รักษาชีวิตของตนให้รอดพ้น ก็จะสูญเสียชีวิตนิรันดร  แต่ถ้าผู้ใดเสียชีวิตของตนเพราะเรา ก็จะพบชีวิตนิรันดร !!
               
ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกท่าน
คุณพ่อธีระ  กิจบำรุง
(บทความคัดลอกจากคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์)