วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ประชาสัมพันธ์
1.    ยอดเงินบริจาค รณรงค์มหาพรต วันอาทิตย์ที่ 8 พ.ค. 2011  จำนวน 9,308 บาท
2.   มิสซาอุทิศแด่วิญญาณ เทเรซา วิมล  อยู่ยืนยง  ครบ 100 วัน   วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2011  เวลา 14.00 น.
3.    สภาอภิบาล จะไปร่วมทำบุญเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้า ที่ศูนย์นักบุญมาร์ติน  วัดพระแม่มหาการุณย์ ในวันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม 2011 มีรถออกเวลา 10.00 น.  ผู้สนใจร่วมบริจาคและร่วมเดินทาง ลงชื่อได้ที่หน้าวัด
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา  ( วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม 2011 )
ทักทายลูกวัด
พี่น้องที่รัก
ข่าวดี     ลูกา 24:13-35
(13)วันนั้น ศิษย์สองคนกำลังเดินทางไปยังหมู่บ้านเอมมาอูส ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเยรูซาเล็มประมาณ 11 กิโลเมตร  (14)ทั้งสองคนสนทนากันถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น  (15)ขณะที่กำลังสนทนาและถกเถียงกันอยู่นั้น พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาร่วมเดินทางด้วย (16)แต่เขาจำพระองค์ไม่ได้เหมือนดวงตาถูกปิดบัง  (17)พระองค์ตรัสถามว่า ท่านสนทนากันเรื่องอะไรตามทาง ทั้งสองคนก็หยุดเดิน ใบหน้าเศร้าหมอง (18)ศิษย์ที่ชื่อเคลโอปัสถามว่า 'ท่านเป็นเพียงคนเดียวในกรุงเยรูซาเล็มหรือที่ไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นั่นเมื่อสองสามวันมานี้  (19)พระองค์ตรัสถามว่า เรื่องอะไรกัน เขาตอบว่า ก็เรื่องพระเยซูชาวนาซาเร็ธประกาศกทรงอำนาจในกิจการและคำพูดเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าและต่อหน้าประชาชนทั้งปวง  (20)บรรดาหัวหน้าสมณะและผู้นำของเรามอบพระองค์ให้ต้องโทษประหารชีวิต และตรึงพระองค์บนไม้กางเขน  (21)เราเคยหวังไว้ว่าพระองค์จะทรงปลดปล่อยอิสราเอลให้เป็นอิสระ แต่นี่เป็นวันที่


สามแล้วตั้งแต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น  (22)สตรีบางคนในกลุ่มของเราทำให้เราประหลาดใจอย่างยิ่ง เขาไปที่พระคูหาตั้งแต่เช้าตรู่  (23)เมื่อไม่พบพระศพ เขากลับมาเล่าว่าได้เห็นนิมิตของทูตสวรรค์ซึ่งพูดว่า พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่  (24)บางคนในกลุ่มของเราไปที่พระคูหา และพบทุกอย่างดังที่บรรดาสตรีเล่าให้ฟัง แต่ไม่เห็นพระองค์  (25)พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า 'เจ้าคนเขลาเอ๋ย ใจของเจ้าช่างเชื่องช้าที่จะเชื่อข้อความที่บรรดาประกาศกกล่าวไว้  (26)พระคริสตเจ้าจำเป็นต้องทนทรมานเช่นนี้เพื่อจะเข้าไปรับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์มิใช่หรือ  (27)แล้วพระองค์ทรงอธิบายพระคัมภีร์ทุกข้อที่กล่าวถึงพระองค์ให้เขาฟังโดยเริ่มตั้งแต่โมเสสจนถึงบรรดาประกาศก  (28)เมื่อพระองค์ทรงพระดำเนินพร้อมกับศิษย์ทั้งสองคนใกล้จะถึงหมู่บ้านที่เขาตั้งใจจะไป พระองค์ทรงทำท่าว่าจะทรงพระดำเนินเลยไป  (29)แต่เขาทั้งสองรบเร้าพระองค์ว่า จงพักอยู่กับพวกเราเถิด เพราะใกล้ค่ำและวันก็ล่วงไปมากแล้ว พระองค์จึงเสด็จเข้าไปพักกับเขา  (30)ขณะประทับที่โต๊ะกับเขา พระองค์ทรงหยิบขนมปัง ทรงถวายพระพร ทรงบิขนมปังและยื่นให้เขา  (31)เขาก็ตาสว่างและจำพระองค์ได้ แต่พระองค์หายไปจากสายตาของเขา  (32)ศิษย์ทั้งสองจึงพูดกันว่า ใจของเราไม่ได้เร่าร้อนเป็นไฟอยู่ภายในหรือเมื่อพระองค์ตรัสกับเราขณะเดินทาง และอธิบายพระคัมภีร์ให้เราฟัง  (33)เขาทั้งสองคนจึงรีบออกเดินทางกลับไปกรุงเยรูซาเล็มในเวลานั้น พบบรรดาอัครสาวกสิบเอ็ดคนกำลังชุมนุมกันอยู่กับศิษย์อื่นๆ  (34)เขาเหล่านี้บอกว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วจริงๆ และทรงสำแดงพระองค์แก่ซีโมน  (35)ศิษย์ทั้งสองคนจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตามทางและเล่าว่าตนจำพระองค์ได้เมื่อทรงบิขนมปัง
---------------------
พระวรสารวันนี้ให้ข้อคิดแก่เราหลายประการ
1.    ศิษย์ทั้งสองคนกำลังมุ่งหน้าสู่อาทิตย์อัสดง  หมู่บ้านเอมมาอูสอยู่ห่างจากกรุงเยรูซาเล็มไปทางทิศตะวันตกประมาณ 11 กิโลเมตร  การเดินทางสู่ทิศที่ดวงอาทิตย์กำลังตกทำให้แสงอาทิตย์ยอนตา และคงทำให้ตาของพวกเขาพร่ามัวจนจำพระเยซูเจ้าไม่ได้
      แต่ไม่ว่าสาเหตุแท้จริงที่ทำให้พวกเขาจำพระองค์ไม่ได้จะเป็นเช่นใด สิ่งที่แน่นอนคือ คริสตชนไม่ใช่ผู้ที่เดินหน้าสู่อาทิตย์อัสดง ซึ่งมีความมืดมิดแห่งรัตติกาลรออยู่เบื้องหน้า แต่เป็นผู้ที่เดินหน้าสู่อรุโณทัย อันมีแสงทองแห่งรุ่งอรุณรออยู่ ดุจเดียวกับชาวอิสราเอลที่อพยพออกจากอียิปต์มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกซึ่งมีแผ่นดินแห่งพระสัญญารออยู่ (กดว 21:11)
ความผิดหวังและเศร้าโศกเสียใจทำให้ศิษย์ทั้งสองคนลืมคิดถึงความจริงข้อนี้ และพลาดโอกาสที่จะจดจำพระองค์ได้
หากเรายังยึดติดอยู่กับความโศกเศร้าผิดหวังเช่นเดียวกับศิษย์ทั้งสองคน ชีวิตของเราคงจมอยู่ในความมืดมิดแห่งรัตติกาลและยากที่จะพบพระองค์
ตรงกันข้าม หากเราเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพ และพร้อมช่วยเราให้มีชีวิตเหมือนพระองค์ เรากำลังมุ่งหน้าสู่แสงทองแห่งรุ่งอรุณ !
2.    พระเยซูเจ้าทรงทำให้ทุกสิ่งมีความหมาย  คำพูดของศิษย์ทั้งสองคนที่ว่า เราเคยหวังไว้ว่าพระองค์จะทรงปลดปล่อยอิสราเอลให้เป็นอิสระ แต่นี่เป็นวันที่สามแล้วตั้งแต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น (ลก 24:21) ย่อมบ่งบอกถึงความงุนงงและเสียใจที่บัดนี้ความใฝ่ฝันของพวกเขาได้แตกสลายกลายเป็นเสี่ยงจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว
ความหวังของพวกเขาได้ตายและถูกฝังไปเรียบร้อยแล้ว !
แต่เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาหาและอธิบายพระคัมภีร์ให้พวกเขาฟัง สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปจนพวกเขาเองก็รู้สึก ใจของเราไม่ได้เร่าร้อนเป็นไฟอยู่ภายในหรือเมื่อพระองค์ตรัสกับเราขณะเดินทาง และอธิบายพระคัมภีร์ให้เราฟัง (ลก 24:32)
จิตใจของพวกเขากลับมาเร่าร้อนเป็นไฟ  ความหมายของชีวิตเริ่มชัดเจนขึ้น  สิ่งที่เคยเป็นความมืดมิด บัดนี้กลายเป็นความสว่างสดใส
ชายหนุ่มคนหนึ่งบอกหญิงสาวที่เขาตกหลุมรักว่า ผมไม่เคยรู้เลยว่าชีวิตมีความหมายอย่างไรจนกระทั่งได้มองเห็นมันในดวงตาของคุณ !
เช่นเดียวกัน พระเยซูเจ้าทรงเป็นดุจ ดวงตา ที่ให้ความหมายแก่ชีวิตแม้ในยามที่เราต้องเผชิญมรสุมหนักหน่วงที่สุดก็ตาม
ขอย้ำว่า เราสามารถเรียนรู้ความหมายของชีวิตได้ในองค์พระเยซูเจ้า และในพระองค์แต่เพียงผู้เดียว !
3.    พระเยซูเจ้าทรงเคารพศักดิ์ศรีมนุษย์ ของขวัญยิ่งใหญ่ที่สุดและในเวลาเดียวกันก็อันตรายที่สุด ที่พระเจ้าทรงโปรดประทานแก่เราทุกคนคือ น้ำใจอิสระ
      เมื่อทรงพระดำเนินพร้อมกับศิษย์ทั้งสองคนใกล้จะถึงหมู่บ้าน เอมมาอูส  พระองค์ทำท่าว่าจะทรงพระดำเนินเลยไป (ลก 24:28) เพราะไม่ทรงประสงค์จะกดดันหรือบีบบังคับผู้ใดให้ต้อนรับพระองค์
      ต่อเมื่อ ทั้งสองรบเร้าพระองค์ว่า จงพักอยู่กับพวกเราเถิด เพราะใกล้ค่ำและวันก็ล่วงไปมากแล้ว พระองค์จึงเสด็จเข้าไปพักกับเขา (ลก 24:29)
      ด้วย สติปัญญา และ อำเภอใจ ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดประทานแก่เรา เราสามารถตัดสินใจเลือกเชิญพระองค์เข้ามาในชีวิตของเราหรือจะปล่อยพระองค์เสด็จผ่านไปก็ได้ !
4.    พระเยซูเจ้าพร้อมเป็นแขกของทุกบ้าน  ลูกาเล่าว่า ขณะประทับที่โต๊ะกับเขา พระองค์ทรงหยิบขนมปัง ทรงถวายพระพร ทรงบิขนมปังและยื่นให้เขา  เขาก็ตาสว่างและจำพระองค์ได้ (ลก 24:30-31)
      ศิษย์ทั้งสองคนจำพระองค์ได้เมื่อทรงบิขนมปัง  บางคนอธิบายว่าขนมปังที่พระองค์ทรงบิและยื่นให้พวกเขาคือ ศีลมหาสนิท   แต่ข้อเท็จจริงคือศิษย์ทั้งสองคนไม่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำมื้อสุดท้าย จึงไม่น่าจะมีความทรงจำเรื่องการหยิบขนมปัง การถวายพระพร และการบิขนมปัง ซึ่งเกี่ยวข้องกับศีลมหาสนิทแต่อย่างใด
      บางคนจึงอธิบายว่าศิษย์ทั้งสองคนอาจอยู่ในเหตุการณ์ที่พระองค์ทรงทวีขนมปังเลี้ยงประชาชนห้าพันคน (มธ 14:13-21; มก 6:30-44; ลก 9:10-17;


ยน 6:1-15)  เมื่อเห็นพระองค์ทรงบิขนมปังในบ้านของเขา พวกเขาจึงจำพระหัตถ์ที่หยิบยื่นขนมปังให้พวกเขาได้
      หากคำอธิบายนี้เป็นจริงก็ย่อมเท่ากับว่า การถวายพระพรและบิขนมปังของพระเยซูเจ้าเกิดขึ้นระหว่างอาหารค่ำธรรมดาๆ  บนโต๊ะอาหารธรรมดาๆ  และในบ้านธรรมดาๆ ของศิษย์ทั้งสองคน
      หมายความว่า พระเยซูเจ้าไม่เพียงประทับอยู่กับเราเฉพาะเวลารับศีลมหาสนิท แต่ทรงพร้อมจะประทับอยู่กับเราภายในบ้านของเราเอง
      หรืออีกนัยหนึ่งคือ พระองค์ไม่ได้เป็นเพียง เจ้าภาพ ที่ประทับรอเราอยู่ในตู้ศีลเพื่อประทานอาหารฝ่ายวิญญาณแก่เราเท่านั้น แต่ทรงพร้อมจะเป็น แขกรับเชิญ ภายในบ้านของเราทุกคนด้วย
      หากเรา เชิญ พระองค์เข้ามาในบ้านของเรา  เราสามารถเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ได้ทุกแห่งและทุกเวลา !
5.    ข่าวดีต้องแบ่งปัน  เมื่อจำพระเยซูเจ้าได้ ด้วยความตื่นเต้นยินดี เขาทั้งสองคนรีบออกเดินทางกลับไปกรุงเยรูซาเล็มในเวลานั้น (ลก 24:33)
      การเดินทาง 11 กิโลเมตรกลับไปกรุงเยรูซาเล็มในยามค่ำคืนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พวกเขาไม่อาจทนรอเก็บข่าวดีเรื่องพระเยซูเจ้ากลับคืนชีพไว้กับตัวจนถึงรุ่งเช้าได้ จึงรีบเร่งออกเดินทางเพื่อไป แบ่งปัน กับพวกอัครสาวกและศิษย์คนอื่นๆ
      เขาทั้งสองคนตระหนักดีว่าความยินดีของพวกเขาจะยังไม่เต็มเปี่ยมจนกว่าจะได้แบ่งปันข่าวดีแก่ผู้อื่น !
      เช่นเดียวกัน เราคริสตชนจะถือว่าได้รับข่าวดีอย่างเต็มเปี่ยม ก็ต่อเมื่อเราได้แบ่งปันข่าวดีกับผู้อื่นแล้วเท่านั้น !
6.    คริสตชนคือผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับพระเยซูเจ้าร่วมกัน  เมื่อศิษย์ทั้งสองคนมาถึงกรุงเยรูซาเล็มก็พบว่าอัครสาวกและศิษย์คนอื่นๆ กำลังแบ่งปันประสบการณ์ของพวกเขาเช่นกันว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วจริงๆ และทรงสำแดงพระองค์แก่ซีโมน (ลก 24:34)
      นี่คือความยิ่งใหญ่ของคริสตชนที่ทุกคนมีมิตรภาพแนบแน่นจนเป็นพี่น้องกัน เพราะต่างก็มีประสบการณ์และความทรงจำอันประเสริฐยิ่งเกี่ยวกับพระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพร่วมกัน
      สมดังคำกล่าวที่ว่า มิตรภาพเริ่มต้นเมื่อเรามีความทรงจำร่วมกัน  เมื่อใดก็ตามที่เราถามซึ่งกันและกันว่า คุณจำเรื่องนี้ได้ไหม ? เมื่อนั้นมิตรภาพเริ่มก่อตัว
      เพราะฉะนั้น หากเรายังไม่มีประสบการณ์หรือความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับพระเยซูคริสตเจ้าที่ทรงมีต่อชีวิตของเรา บางทีเราอาจยังไม่ใช่คริสตชนเต็มตัวกระมัง ?!
7.    พระเยซูเจ้าสามารถให้สถานภาพชีวิตใหม่แก่เรา  สิ่งที่บรรดาศิษย์ในกรุงเยรูซาเล็มแบ่งปันกันคือ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วจริงๆ และทรงสำแดงพระองค์แก่ซีโมน (ลก 24:34)
      ช่างน่ายินดีสักเพียงใดที่พระเยซูเจ้าทรงปรากฏพระองค์แก่ซีโมน   เปโตร ซึ่งพึ่งจะปฏิเสธพระองค์ถึงสามครั้งสามคราด้วยกัน
      นี่คือความยิ่งใหญ่สุดยอดของพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ ที่ทรงสามารถคืนสถานภาพ ความน่าเคารพนับถือ ให้แก่เปโตรผู้เป็นทุกข์กลับใจ
      วันนี้ พระองค์พร้อมจะทำให้ชีวิตของเรามีความหมายและน่าเคารพนับถืออีกครั้ง หากเราเป็นทุกข์กลับใจ .......!!
ขอพระสถิตกับท่าน
คุณพ่อธีระ  กิจบำรุง
(บทความคัดลอกจากคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์)
ประชาสัมพันธ์

1.    ยอดเงินบริจาค รณรงค์มหาพรต วันอาทิตย์ที่ 1 พ.ค. 2011 
     จำนวน 11,936 บาท

2.   วันอาทิตย์ที่ 8 พ.ค.  ขอเชิญประชุมผู้สูงอายุ   เวลา 10.30 น.     ณ ห้องประชุมชั้น 1

สารวัด วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม 2011

ประวัติสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2

ทรงได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปา เมื่อ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1978 เป็นสันตะปาปาที่ไม่ใช่ชาวอิตาเลียน     คนแรกในรอบ 455 ปี และเป็นพระสันตะปาปาคนแรกที่เป็นชาวโปแลนด์ รวมทั้งยังเป็นพระสันตะปาปาที่อายุน้อยที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20
สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 ทรงต่อต้านกระแสทุนนิยมที่ไร้ขอบเขต การกดขี่ทางการเมือง ยืนกรานในการต่อต้านการทำแท้ง และปกป้องวิถีทางของศาสนจักรในเรื่องเพศของมนุษย์
สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 มีพระนามเดิมว่า คารอล วอยตีวา เกิดเมื่อ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1920 ที่เมืองจากีลลอนส์ ในครอบครัวที่พ่อเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ของกองทัพ
ในวัยหนุ่ม คารอล ทุ่มเทพลังทั้งหมดให้กับการเล่นกีฬา ทั้งฟุตบอลและสกี หลงใหลกับการนั่งชมการแสดงในโรงละคร เคยเป็นทั้งนักเขียนบทและนักแสดงมาแล้ว และครั้งหนึ่งฝันว่าจะเป็นนักแสดง ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างที่โปแลนด์ถูกทหารนาซีครอบครองอยู่นั้น เขาคุ้นเคยกับชุมชนชาวยิว ซึ่งตอนนั้นเขาทำงานในเหมืองและโรงงานเคมี อย่างไรก็ตาม ต่อมาเขาก็สนใจในการศึกษาด้านเทววิทยา จนตัดสินใจบวชเป็นพระคาทอลิกในปี ค.ศ. 1946 และก็สอนวิชาจริยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยจากีลลอนส์ ในเมืองคราโกว จากนั้นได้รับเลือกให้เป็นอาร์กบิชอปแห่งคราโกว ในปี ค.ศ. 1964 และเป็นคาร์ดินัลในปี ค.ศ. 1967 ซึ่งนับว่าได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เร็วมาก
หลังจากการมรณภาพของสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 1 คณะพระคาร์นินัลก็มีมติเลือกให้อาร์กบิชอปแห่งคราวโกว ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 58 พรรษา ขึ้นเป็นพระประมุขแห่งศาสนจักรนิกายโรมันคาทอลิก เมื่อ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1978
ความบางตอนที่คัดจากพระดำรัส ของสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอลที่ 2
เกี่ยวกับตำแหน่งสันตะปาปา :
"นี้เป็นกระแสเรียกสำหรับข้าพเจ้า ใช่, บางครั้งยากลำบาก แต่ด้วยความช่วยเหลือของพระเป็นเจ้า ก็ไม่ยากนัก"
เกี่ยวกับความรุนแรง :
"ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นหน้าที่ ที่ต้องตำหนิการกระทำรุนแรงทุกรูปแบบอย่างจริงจัง โดยไม่คำนึงว่ามาจากที่ใด"   
เกี่ยวกับการทำแท้ง :
"เป็นหน้าที่โดยเฉพาะของพระศาสนจักร และทั้งเป็นความรับผิดชอบในหน้าที่อภิบาลของข้าพเจ้าที่จะย้ำยืนยันว่า การทำให้เกิดความแท้ง คือ ทำให้เกิดความตาย มันเป็นฆาตกรรมสิ่งสร้าง (ชีวิต) ที่บริสุทธิ์ ไม่สมควรที่ผู้ใดจะตั้งทัศนคติให้วางเฉยหรือยินยอมได้ยามเมื่อเผชิญความเป็นจริงเรื่องการทำแท้ง"เกี่ยวกับสันติภาพสากล :
"สันติภาพอันแท้จริง มักจะหลุดมือไป เพราะเรามองสันติภาพในแง่ที่เป็นเค้าโครงซึ่งถูกยัดเยียดเข้ามาให้จากภายนอก มากกว่ากระบวนการปลูกฝังให้เกิดขึ้นจากภายใน"
เกี่ยวกับการได้รับค่าแรงอันชอบธรรม :
"การได้รับค่าตอบแทนแรงงานน้อยมากถึงขั้นยากที่ท่านจะยังชีพตนเอง และครอบครัว ท่านกลายเป็นทาสมากก ว่าเป็นคนงานที่เสรีและรับผิดชอบ นี่ก็ไม่เป็นธรรม นี่ไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า"
เชิญรับชมการถ่ายทอดสด
พิธีสถาปนาพระสันตะปาปา
ยอห์น ปอล ที่ 2  เป็นบุญราศี
วันอาทิตย์ที่  1 พฤษภาคม  เวลา  15:00 น. -  17:30 น.
(เวลาในประเทศไทย โดยประมาณ)
สำหรับประเทศไทย  มีช่องทางการรับชมดังนี้
1.   ทีวี เคเบิ้ล ABAC Channel ช่อง 9 (DTV จานเขียว)
วันที่ พฤษภาคม เวลา 14:30 น. -  15:00 น.
โดยรับชมสารคดีเกี่ยวกับพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2      จัดโดย
สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย  ร่วมกับสื่อมวลชนคาทอลิก กรุงเทพฯ
วันที่  1 พฤษภาคม  เวลา  15:00 น. -  17:30 น. 
(ถ่ายทอดสดจากวาติกัน)  
2.   โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก รับชมร่วมกันที่  หอประชุม    ชั้น  9   ตึก 2003
ตั้งแต่เวลา  15:00 น. – 17:30 น.   โดยรับสัญญาณถ่ายทอดสด จากวาติก
3.   ช่องสัญญาณอื่นๆ อาทิเช่น   www.popereport.com  และ  Facebook    
      (ถ่ายทอดสด)
4.   www.catholic.or.th  (ถ่ายทอดสด)
5.   ช่อง  EWTN  จากสหรัฐอเมริกา & ช่อง RAI  Italia จากตาลี  (ถ่ายทอดสด)
ขอต้อนรับ คุณพ่อยอแซฟ ธีระ กิจบำรุง  เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น
  ขอแสดงความยินดี
กับนักเรียนคำสอนภาคฤดูร้อนที่ได้รับ ศีลมหาสนิทครั้งแรก
และ ศีลกำลัง

ศีลมหาสนิทครั้งแรก
1.   มารีอา ศวิตา  นัยพัฒน์
2.   เทโอดอร์-มารีย์ คทา  คมกฤส
3.   เปโตร ชวนันท์  สินมาก
4.   ลูซีอา กนกพิชญ์  นาคะเกศ
ศีลกำลัง
1.   เปโตร กติศักดิ์  อัญชลีนุกูล 
2.   ยอห์น มารีย์ กริช  คมกฤส