วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ประชาสัมพันธ์
1.           วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน 2011  มิสซาอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ เวลา 18.00 น.
2.         ประชุมผู้สูงอายุ วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2011  เวลา 9.00 น.
หลังจากประชุมมีพิธีมิสซาสำหรับผู้อายุ เวลาประมาณ 10.30 น.
3.         วันอาทิตย์ หลังรับศีลฯ ทุกมิสซา :
พิธีกร ก่อ 1)  บทภาวนาของสมเด็จพระสันตะปาปา เพื่อกระแสเรียก
2)   สวดบทภาวนาเพื่อขอพระพร สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว       
4. แห่แม่พระ  ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน พิธีแห่แม่พระ เปลี่ยนจากวันอาทิตย์ต้นเดือนเป็นวันเสาร์ต้นเดือน เริ่มตั้งแต่เสาร์แรกของเดือนพฤศจิกายน (เสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2011)
5. ฉลองวัด
1)  วัดอัครเทวดาราฟาแอล ปากน้ำ วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม 2011 เวลา 10.30 น. (ประธาน : พระสังฆราช ยอแซฟ พิบูลย์  วิสิฐนนทชัย)
2) วัดนักบุญลูกา อ่างทอง วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2011  เวลา 10.30 น.
3) วัดราชินีแห่งสันติสุข สุขุมวิท 101  วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน 2011  เวลา 10.00 น. (ประธาน : พระสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์)
6. อบรมผู้นำวิถีชุมชนวัด เขต 2 ครั้งที่ 2 จากเดิมกำหนดไว้วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม 2011 ณ วัดพระมารดานิจจานุเคราะห์ คลองจั่น ขอเลื่อนไปไม่มีกำหนดเนื่องจากสถานการ์ณน้ำท่วม
7. เสกสุสานศานติคาม วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน 2011
รอบเช้า เวลา 09.00 น. โดยคุณพ่อสุรสิทธิ์   ชุ่มศรีพันธ์   เป็นประธาน
รอบเย็น เวลา 16.30 น. โดยคุณพ่ออดิศักดิ์  สมแสงสรวง เป็นประธาน

สารวัด วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม 2011

อาทิตย์ที่ 28  เทศกาลธรรมดา
( วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม 2011 )


รำพึงพระวาจา
พี่น้องที่รัก
ข่าวดี   มัทธิว 22:1-14 หรือ 1-10
(1)พระเยซูเจ้าทรงเล่าเป็นอุปมาอีกเรื่องหนึ่งว่า  (2)อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับกษัตริย์พระองค์หนึ่งซึ่งทรงจัดงานอภิเษกสมรสให้พระโอรส  (3)ทรงส่งผู้รับใช้ไปเรียกผู้รับเชิญให้มาในงานวิวาห์ แต่พวกเขาไม่ต้องการมา  (4)พระองค์จึงทรงส่งผู้รับใช้อื่นไปอีก รับสั่งว่า จงไปบอกผู้รับเชิญว่า บัดนี้เราได้เตรียมการเลี้ยงไว้พร้อมแล้ว  ได้ฆ่าวัวและสัตว์อ้วนพีแล้ว ทุกสิ่งพร้อมสรรพ เชิญมาในงานวิวาห์เถิด  (5)แต่ผู้รับเชิญมิได้สนใจ คนหนึ่งไปที่ทุ่งนา อีกคนหนึ่งไปทำธุรกิจ  (6)คนที่เหลือได้จับผู้รับใช้ของกษัตริย์ ทำร้ายและฆ่าเสีย  (7)กษัตริย์กริ้ว จึงทรงส่งกองทหารไปทำลายฆาตกรเหล่านั้นและเผาเมืองของเขาด้วย  (8)แล้วพระองค์ตรัสแก่ผู้รับใช้ว่า งานวิวาห์พร้อมแล้ว แต่ผู้รับเชิญไม่เหมาะสมกับงานนี้  (9)จงไปตามทางแยก พบผู้ใดก็ตาม จงเชิญมาในงานวิวาห์เถิด  (10)บรรดาผู้รับใช้จึงออกไปตามถนน เชิญทุกคนที่พบมารวมกัน ทั้งคนเลวและคนดี แขกรับเชิญจึงมาเต็มห้องงานอภิเษกสมรส  (11)กษัตริย์เสด็จมาทอดพระเนตรแขกรับเชิญ ทรงเห็นคนหนึ่งไม่สวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์  (12)จึงตรัสแก่เขาว่า เพื่อนเอ๋ย ท่านไม่ได้สวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์ แล้วเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร คนนั้นก็นิ่ง  (13)กษัตริย์จึงตรัสสั่งผู้รับใช้ว่า จงมัดมือมัดเท้าของเขา เอาไปทิ้งในที่มืดข้างนอกเถิด ที่นั่น จะมีแต่การร่ำไห้คร่ำครวญ และขบฟันด้วยความขุ่นเคือง  (14)เพราะผู้รับเชิญมีมาก แต่ผู้รับเลือกมีน้อย’”
              พระวรสารตอนนี้ประกอบด้วยอุปมา 2 เรื่องคือเรื่องงานวิวาหมงคล (มธ 22:1-10)  และเรื่องแขกรับเชิญไม่สวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์ (มธ 22:11-14)
1. งานวิวาหมงคล
       เมื่อมีงานฉลองสำคัญอย่างเช่นงานวิวาหมงคล เป็นธรรมเนียมของชาวยิวที่เจ้าภาพจะเชิญแขกล่วงหน้าโดยยังไม่กำหนดวันและเวลา ต่อเมื่อทุกสิ่งพร้อมแล้วจึงส่งคนไปเรียกแขกที่เชิญไว้ให้มาร่วมงาน
       กษัตริย์ในอุปมาก็ทรงกระทำเช่นเดียวกัน พระองค์ทรงเชิญแขกมาร่วมงานอภิเษกสมรสของพระโอรสไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่องานเลี้ยงพร้อมจึง ส่งผู้รับใช้ไปเรียกผู้รับเชิญให้มาร่วมงานวิวาห์ (มธ 22:3) แต่กลับได้รับการปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย
       เป้าหมายประการแรกของอุปมาเรื่องนี้คือการตำหนิชาวยิวว่าเป็นแขกรับเชิญซึ่งปฏิเสธที่จะมาร่วมงานวิวาหมงคล  นานมาแล้วที่พระเจ้าทรงเชิญพวกเขาให้เป็นประชากรของพระองค์  กระนั้นก็ตามเมื่อพระบุตรของพระองค์เสด็จมาและเชิญพวกเขาให้ติดตามพระองค์ พวกเขากลับดูหมิ่นและปฏิเสธพระองค์
ผลที่ตามมาก็คือคำเชิญถูกส่งไปยังทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ตามทางหลวงหรือทางแยก ไม่ว่าจะเป็นคนบาปหรือคนต่างชาติ ให้มาร่วมงานวิวาหมงคลในพระอาณาจักรของพระองค์
       ส่วนผลของผู้ที่ปฏิเสธพระองค์นั้นน่าขนพองสยองเกล้ายิ่งนัก มัทธิวเล่าว่า กษัตริย์กริ้ว จึงทรงส่งกองทหารไปทำลายฆาตกรเหล่านั้นและเผาเมืองของเขาด้วย (มธ 22:7)
       อันที่จริงการส่งกองทหารไปทำลายฆาตกรและเผาเมืองนั้นไม่เกี่ยวข้องกันเลยกับงานวิวาห์  จึงเชื่อกันว่ามัทธิว ซึ่งเขียนพระวรสารราว 10-20 ปีหลังจากโรมส่งกองทัพมาทำลายและเผากรุงเยรูซาเล็มจนราบเป็นหน้ากลองในปี ค.ศ. 70  ได้เพิ่มข้อความนี้เข้ามาในอุปมาของพระเยซูเจ้าเพื่อแสดงถึงความน่ากลัวสุดประมาณของการปฏิเสธพระองค์  ซึ่งก็ไม่ผิดไปจากความเป็นจริงตามประวัติศาสตร์ เพราะหากชาวยิวยอมรับหนทางของพระองค์ด้วยการดำเนินชีวิตอยู่ในความรัก ความถ่อมตน และการเสียสละ  พวกเขาคงไม่ก่อการกบฏและยั่วยุจนโรมไม่อาจอดกลั้น และจำต้องส่งกองทัพมาปราบปรามจนชาวยิวสิ้นชาติไปในที่สุด
       ชีวิตของชาวยิวจะดีกว่านี้มากสักเพียงใด หากพวกเขายอมรับพระเยซูเจ้า !

       นอกจากตำหนิชาวยิวแล้ว อุปมาเรื่องงานวิวาหมงคลยังเตือนใจเราว่า
       1.    พระเจ้าทรงเชิญเรามาร่วมงานปีติยินดี ดุจดังร่วมงานวิวาหมงคล
              ผู้ที่คิดว่าศาสนาคริสต์เป็นอะไรที่มืดมน ต้องงดเสียงหัวเราะ งดความสุข งดความร่าเริงแจ่มใส จึงเข้าใจธรรมชาติของศาสนาคริสต์ผิดพลาดไปอย่างสิ้นเชิง
              เพราะเราคริสตชนได้รับเชิญให้มาร่วมความปีติยินดี และเป็นความปีติยินดีนี้เองที่เราจะต้องสูญเสียไปหากปฏิเสธพระองค์
       2.    สิ่งที่ทำให้เราปฏิเสธพระองค์ ไม่จำต้องเป็นสิ่งเลวร้ายเสมอไป
              ในอุปมา พวกเขาปฏิเสธคำเชิญ ไม่ใช่เพราะมัวดื่มสุราหัวราน้ำหรือหลบไปทำสิ่งผิดศีลธรรม แต่เพราะ คนหนึ่งไปที่ทุ่งนา อีกคนหนึ่งไปทำธุรกิจ (มธ 22:5) ซึ่งล้วนเป็นสิ่งดีทั้งนั้น
              เป็นความจริงว่า คู่แข่งของคนสอบได้ที่หนึ่งคือคนสอบได้ที่สอง เช่นเดียวกับ คู่แข่งของสิ่งที่ดีที่สุดก็คือสิ่งที่ดีที่สุดอันดับสอง  และน่าเศร้าที่มักเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอันดับสองนี้เองที่ทำให้เราพลัดพรากจากสิ่งที่ดีที่สุด
              - เรามักวุ่นวายอยู่กับสิ่งของในโลกนี้ที่ขึ้นอยู่กับเวลา จนลืมคิดถึงโลกหน้าซึ่งเป็นนิรันดร์
              - เรามักติดพันอยู่กับสิ่งของในโลกนี้ที่มองเห็นได้ จนลืมคิดถึงสิ่งของในโลกหน้าซึ่งไม่อาจมองเห็นได้
              - เรามักฟังเสียงเรียกร้องที่แสนจะก้าวร้าวของโลกนี้ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงอันอ่อนโยนของพระเยซูเจ้า
              - เรามักทำงานและทุ่มเทต่อสู้เพื่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่กลับปล่อยให้ ชีวิต ของตนเองตกต่ำลง !
       3.    ผลของการปฏิเสธคือ พลาด
              ในอุปมา ผู้ที่ปฏิเสธคำเชิญ พลาด ความยินดีของงานวิวาหมงคล
              เช่นเดียวกัน หากปฏิเสธพระเยซูเจ้า สักวันหนึ่งเราจะเจ็บปวดสุดขีด ไม่ใช่เพราะถูกลงโทษ แต่เพราะ พลาด สิ่งที่มีค่ามากที่สุด
       4.    คำเชิญของพระเจ้าคือพระหรรษทาน
       บรรดาผู้ที่อยู่ตามทางแยกไม่มีสิทธิแม้แต่จะคิดว่าตนสมควรได้รับเชิญจากพระมหากษัตริย์ให้มาร่วมงานวิวาหมงคล
              เราก็ไม่สมควรและไม่มีสิทธิเรียกร้องคำเชิญใด ๆ ทั้งสิ้นจากพระเจ้า แต่คำเชิญนี้เป็นของประทานจากพระเจ้าผู้ทรงมีน้ำพระทัยเปิดกว้างและทรงกางพระกรต้อนรับเราอยู่เสมอ
              คำเชิญสู่อาณาจักรสวรรค์เป็นพระหรรษทานจริง ๆ !!

2. แขกรับเชิญไม่สวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์
       อุปมาเรื่องนี้ได้มาจากนิทานเปรียบเทียบของรับบี 2 เรื่องซึ่งชาวยิวคุ้นเคยกันดี โดยพระเยซูเจ้าทรงนำมาเล่าใหม่ให้ต่อเนื่อง    และช่วยขยายความอุปมาเรื่องงานวิวาหมงคล
       พวกรับบีเล่าว่า กษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงเชิญแขกมาร่วมงานเลี้ยงโดยไม่ได้บอกวันและเวลาแต่ทรงสั่งให้อาบน้ำ ชโลมน้ำมัน และสวมเสื้อสำหรับงานเลี้ยงให้พร้อม  แขกรับเชิญที่ฉลาดเชื่อว่างานเลี้ยงในวังสามารถจัดเตรียมได้อย่างรวดเร็ว จึงแต่งตัว เตรียมพร้อม และไปรอที่หน้าประตูพระราชวัง  ส่วนคนโง่คิดว่างานใหญ่ระดับนี้ต้องใช้เวลาจัดเตรียมนาน ยังคงมีเวลาเหลือเฟือ จึงสลวนอยู่กับหน้าที่การงานของตนโดยไม่เตรียมตัวให้พร้อม   ทันใดนั้น โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า กษัตริย์ทรงเรียกแขกรับเชิญ  คนฉลาดให้นั่งโต๊ะกินและดื่มร่วมกับกษัตริย์  ส่วนคนโง่ซึ่งไม่ได้สวมเสื้อสำหรับงานเลี้ยงต้องยืนอยู่ข้างนอก หิว และเสียใจ โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นความปีติยินดีที่ตัวเองต้องสูญเสียไป
       เจตนาของรับบีคือสอนให้ผู้ฟังตระหนักถึงหน้าที่ในการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเรียกของพระเจ้า และเสื้อสำหรับงานเลี้ยงคือสิ่งที่ทุกคนต้องจัดเตรียม
       เรื่องที่สองเกี่ยวกับกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงมอบชุดพระราชทานแก่บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์  คนฉลาดนำชุดพระราชทานไปเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี  ส่วนคนโง่ใส่ชุดพระราชทานไปทำงานจนมีรอยเปื้อนเต็มไปหมด  อยู่มาวันหนึ่งกษัตริย์ทรงเรียกชุดที่ได้พระราชทานไปกลับคืน  คนฉลาดนำชุดเหมือนใหม่มาคืน กษัตริย์เก็บชุดไว้ในพระคลังและทรงอวยพรให้พวกเขากลับไปเป็นสุข  ส่วนคนโง่นำชุดที่เปรอะเปื้อนมาคืน กษัตริย์ทรงกริ้วและสั่งให้นำคนเหล่านี้ไปขังคุก
       รับบีเล่านิทานเรื่องนี้เพื่อสอนชาวยิวให้นำดวงวิญญาณที่สะอาดบริสุทธิ์ดังเดิมไปถวายคืนแด่พระเจ้า หาไม่แล้วจะถูกลงโทษ
       รวมความว่าทุกคนต้องเตรียมพร้อมด้วยการสวมใส่ดวงวิญญาณที่สะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ !
       พระเยซูเจ้าทรงนำนิทานเปรียบเทียบของรับบีมาเล่าใหม่ เพื่อสอนเราว่า
       1.    ประตูสวรรค์เปิดเพื่อให้เราเป็นคนดี  ในเมื่อกษัตริย์ทรงส่งผู้รับใช้ไปเชิญทุกคนทั้งตามทางหลวงและทางแยก ย่อมหมายความว่าประตูอาณาจักรสวรรค์เปิดต้อนรับทุกคน ทั้งคนเลวและคนดี (มธ 22:10) ทั้งคนต่างชาติและต่างศาสนา
              กระนั้นก็ตาม แม้ประตูสวรรค์จะเปิดต้อนรับทุกคน  แต่ผู้รับเชิญจะเข้ามาในงานเลี้ยงโดยไม่สวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์ไม่ได้ฉันใด  เราจะเข้ามาเป็นคริสตชนโดยดำเนินชีวิตแบบเดิมซึ่งไม่สมกับความรักและพระหรรษทานที่พระเจ้าทรงโปรดประทานแก่เราไม่ได้ฉันนั้น
เราจำเป็นต้องสวมชีวิตใหม่ที่บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ และดีกว่าเดิม
              ประตูไม่ได้เปิดเพื่อให้คนบาปเข้ามาแล้วยังคงเป็นคนบาป แต่เพื่อให้คนบาปเข้ามาแล้วเป็นนักบุญ !!
       2.    อาภรณ์แห่งจิตใจ  แน่นอนว่าเราคงไม่ใส่ชุดตัดหญ้าไปเยี่ยมเพื่อนของเรา เพราะถึงแม้เขาจะไม่ถือสา แต่การแต่งกายของเรามันบ่งบอกว่าเราให้ความเคารพรัก และยกย่องให้เกียรติเพื่อนของเรามากน้อยเพียงใด
              การแต่งกายไปหาพระเจ้าก็เช่นเดียวกัน !
              เพียงแต่พระเยซูเจ้าไม่ได้หมายถึง เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย แต่ทรงหมายถึง จิตใจ ที่เราสวมใส่ไปวัด
              พระองค์ไม่ต้องการดู แฟชั่น  แต่ทรงปรารถนาเห็นเราสวมใส่ อาภรณ์แห่งจิตใจและวิญญาณ
              - อาภรณ์ที่เต็มไปด้วยความเชื่อ           - อาภรณ์ที่เต็มไปด้วยความหวัง
              - อาภรณ์ที่สุภาพถ่อมตนและสำนึกผิด    - อาภรณ์แห่งความเคารพสักการะ
              เหล่านี้คืออาภรณ์ที่เราควรสวมใส่ไปหาพระเจ้าเพื่อนมัสการพระองค์ !
              หาไม่แล้ว ผู้รับเชิญจะมีมาก แต่ผู้รับเลือกมีน้อย !!! (มธ 22:14)
ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกท่าน
คุณพ่อธีระ  กิจบำรุง
(บทความคัดลอกจากคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์)
ประชาสัมพันธ์
1.   อบรมผู้นำวิถีชุมชนวัด เขต 2 ครั้งที่ 2  วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม 2011  ณ วัดพระมารดานิจจานุเคราะห์ คลองจั่น เขียนใบสมัครได้ที่ หน้าวัด ภายในวันที่ 9 ตุลาคม 2011
2.   เสกสุสานศานติคาม วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน 2011 
รอบเช้า เวลา 09.00 น.  โดยคุณพ่อสุรสิทธิ์   ชุ่มศรีพันธุ์ เป็นประธาน
รอบเย็น เวลา 16.30 น.  โดยคุณพ่ออดิศักดิ์  สมแสงสรวง  เป็นประธาน
3.          วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน 2011  มิสซาอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ เวลา 18.00 น.
4.          วันอาทิตย์ หลังรับศีลฯ ทุกมิสซา :
พิธีกร ก่อ 1)  บทภาวนาของสมเด็จพระสันตะปาปา เพื่อกระแสเรียก
2)   สวดบทภาวนาเพื่อขอพระพร สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว       
5. แห่แม่พระ  ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน พิธีแห่แม่พระ เปลี่ยนจากวันอาทิตย์ต้นเดือนเป็นวันเสาร์ต้นเดือน เริ่มตั้งแต่เสาร์แรกของเดือนพฤศจิกายน (เสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2011)
6.  ฉลองวัด
1) ฉลองอาราม น.เทเรซาแห่งพระเยซู (อาวิลลา) วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม 2011 เวลา 10.30 น. (ประธาน : พระอัครสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช)
2) วัดอัครเทวดาราฟาแอล ปากน้ำ วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม 2011 เวลา 10.30 น. (ประธาน : พระสังฆราช ยอแซฟ พิบูลย์  วิสิฐนนทชัย)
3) วัดราชินีแห่งสันติสุข สุขุมวิท 101  วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน 2011  เวลา 10.00 น. (ประธาน : พระสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์)
7.   ค่ายกระแสเรียก เดือนตุลาคม 2011
     1)   ค่ายบ้านเณรเล็ก นักบุญยอแซฟ สามพราน วันที่ 11-14 ตุลาคม 2011  (เยาวชนชายชั้น ป.5 ถึง ม.3)  
     2)   ค่ายกางเขนแดง คณะคามิลเลียน ศรีราชา วันที่ 19-21 ตุลาคม 2011  (เยาวชนชายคาทอลิกชั้น ป.5 ขึ้นไป)
     3)   ค่ายหลุยส์ มารี ครั้งที่ 35 วันที่ 21-24 ตุลาคม 2011
          ณ ร.ร.อัสสัมชัญ ศรีราชา  (เยาวชนชายคาทอลิก)
     แจ้งความประสงค์ได้ที่คุณพ่อเจ้าอาวาส ด่วน !
     หมายเหตุ : รายละเอียดอ่านได้ที่บอร์ดหน้าวัด

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สารวัด วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม 2011

อาทิตย์ที่ 27  เทศกาลธรรมดา
( วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม 2011 )


รำพึงพระวาจา

พี่น้องที่รัก
ข่าวดี   มัทธิว 21:33-43
(33)ท่านทั้งหลาย จงฟังอุปมาอีกเรื่องหนึ่งเถิด คหบดีผู้หนึ่งปลูกองุ่นไว้สวนหนึ่ง ทำรั้วล้อม ขุดบ่อย่ำองุ่น สร้างหอเฝ้า ให้ชาวสวนเช่า แล้วก็ออกเดินทางไปต่างเมือง  (34)เมื่อใกล้ถึงฤดูเก็บผล เจ้าของสวนจึงให้ผู้รับใช้ไปพบคนเช่าสวนเพื่อรับส่วนแบ่งจากผลผลิต  (35)แต่คนเช่าสวนได้จับคนใช้ ทุบตีคนหนึ่ง ฆ่าอีกคนหนึ่ง เอาหินทุ่มอีกคนหนึ่ง  (36)เจ้าของสวนจึงส่งผู้รับใช้จำนวนมากกว่าพวกแรกไปอีก คนเช่าสวนก็ทำกับพวกนี้เช่นเดียวกัน  (37)ในที่สุด เจ้าของสวนได้ส่งบุตรชายของตนไปพบคนเช่าสวน คิดว่า คนเช่าสวนคงจะเกรงใจลูกของเราบ้าง  (38)แต่เมื่อคนเช่าสวนเห็นบุตรเจ้าของสวนมา ก็พูดกันว่า คนนี้เป็นทายาท เราจงฆ่าเขาเสียเถิด เราจะได้มรดกของเขา  (39)เขาจึงจับบุตรเจ้าของสวน นำตัวออกไปนอกสวนแล้วฆ่าเสีย    (40)ดังนี้ เมื่อเจ้าของสวนมา เขาจะทำอย่างไรกับคนเช่าสวนพวกนั้น  (41)บรรดาผู้ฟังตอบว่า เจ้าของสวนจะกำจัดพวกใจอำมหิตนี้อย่างโหดเหี้ยม และจะยกสวนให้คนอื่นเช่า ซึ่งจะแบ่งผลคืนให้เขาตามกำหนดเวลา  (42)พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า ท่านมิได้อ่านในพระคัมภีร์หรือว่า หินที่ช่างก่อสร้างทิ้งเสียนั้นได้กลายเป็นศิลาหัวมุม องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกระทำเช่นนั้น เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่เรายิ่งนัก (43) ดังนั้น เราบอกท่านว่า พระอาณาจักรของพระเจ้าจะถูกยกจากท่านทั้งหลาย ไปมอบให้แก่ชนชาติอื่นที่จะทำให้บังเกิดผล
       ชาวยิวเข้าใจความหมายของรายละเอียดในอุปมาเรื่อง คนเช่าสวนชั่วร้าย เป็นอย่างดีเพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาคุ้นเคยและพบเห็นเป็นประจำ อีกทั้งเป้าหมายของอุปมาก็ชัดเจนว่า เมื่อบรรดาหัวหน้าสมณะและชาวฟาริสีได้ยินอุปมาเหล่านี้ก็เข้าใจว่า พระองค์ตรัสถึงพวกเขา (มธ 21:45)
       ชนชาติยิวคือ สวนองุ่น ของพระเจ้าตามคำของประกาศกอิสยาห์ที่ว่า สวนองุ่นของพระยาเวห์ผู้ทรงฤทธิ์คือวงศ์วานอิสราเอล (อสย 5:7)
       รั้ว ล้อมสวนเป็นต้นไม้เตี้ย ทึบ และมีหนามเพื่อป้องกันหมูป่าและขโมยเข้ามาทำลายหรือขโมยองุ่น
       สวนองุ่นแต่ละแห่งประกอบด้วย บ่อย่ำองุ่น อย่างน้อยสองบ่อ อาจก่อด้วยอิฐหรือเจาะหินให้เป็นบ่อก็ได้ โดยบ่อหนึ่งอยู่สูงกว่าอีกบ่อหนึ่งเล็กน้อย  บ่อที่สูงกว่าใช้สำหรับย่ำองุ่น ส่วนบ่อที่ต่ำกว่าใช้รองรับน้ำองุ่นที่ไหลมาตามรางซึ่งเชื่อมระหว่างบ่อทั้งสอง
หอเฝ้า มีไว้เฝ้าขโมยและใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนสวน
       การสร้างสวนให้ผู้อื่น เช่า เป็นสิ่งที่คหบดีนิยมกระทำกัน เพราะบ้านเมืองยามนั้นคุกรุ่นด้วยไฟสงคราม สิ่งอำนวยความสะดวกมีน้อย  พวกเขาจึงลงทุนแล้วหลบหนีไปอาศัยในเมืองอื่นที่ปลอดภัยกว่าและสะดวกสบายมากกว่าแล้วส่งคนมาเก็บค่าเช่าตามกำหนด ซึ่งอาจจ่ายเป็นเงินหรือเป็นผลผลิตก็ได้สุดแล้วแต่จะตกลงกัน
       นอกจากไฟสงครามแล้ว บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยปัญหาเศรษฐกิจซึ่งสร้างความคับแค้นใจให้แก่ชนชั้นแรงงานอย่างมากจนถึงขั้น จับทายาทของเศรษฐีฆ่า ก็ปรากฏให้เห็น
       จากรายละเอียดที่กล่าวมา เราสามารถสรุปสิ่งที่อุปมาต้องการหมายถึง ได้ดังนี้
สวนองุ่นคือชนชาติอิสราเอล  เจ้าของสวนคือพระเจ้า  คนเช่าสวนคือบรรดาผู้นำทางศาสนาของชาวอิสราเอลซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติ  ผู้รับใช้ที่เจ้าของสวนส่งไปเป็นระยะๆ คือบรรดาประกาศกซึ่งชาวยิวไม่ต้อนรับบ้าง ฆ่าทิ้งบ้าง หรือเอาหินทุ่มบ้าง      ที่สุดบุตรของเจ้าของสวนก็คือพระเยซูเจ้านั่นเอง
       อุปมาเรื่องนี้นอกจากเป็นการนำประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอลมาตีแผ่แล้ว ยังเป็นการเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า เกี่ยวกับเรามนุษย์ และเกี่ยวกับองค์พระเยซูเจ้าเองด้วย
     เกี่ยวกับพระเจ้า
       1.    พระองค์ทรงวางใจมนุษย์  เจ้าของสวนวางใจคนเช่าและมอบหมายให้ดูแลสวนและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดโดยไม่คิดจะกำกับ สั่งการ หรือส่งคนมาตรวจสอบเลย
              เราจึงต้องระลึกอยู่เสมอว่าการงานที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่ผลของกรรมเก่าหรือบาปกำเนิด แต่เป็นเกียรติสูงสุดที่พระเจ้าทรงวางใจจนกล้ามอบหมายหน้าที่แก่เรา
       2.    พระองค์ทรงอดกลั้น  แม้ผู้รับใช้จะถูกทุบตี ฆ่า หรือถูกหินทุ่มอย่างโหดเหี้ยมทารุณคนแล้วคนเล่า แต่แทนที่เจ้าของสวนจะตอบโต้ทันทีที่ผู้รับใช้คนแรกถูกทำร้าย พระองค์กลับอดกลั้น ให้โอกาส อีกทั้งทรงเฝ้ารอเรากลับมาหาพระองค์
              พระองค์ช่างทรงเมตตาเราเสียนี่กระไร ?!
       3.    พระองค์จะทรงพิพากษา  แม้ทรงเปี่ยมด้วยความอดกลั้น แต่ชาวยิวก็รู้ดีว่าที่สุดแล้วความยุติธรรมย่อมเรียกร้องให้ เจ้าของสวนกำจัดพวกใจอำมหิตนี้อย่างโหดเหี้ยม และยกสวนให้คนอื่นเช่า ซึ่งจะแบ่งผลคืนให้เขาตามกำหนดเวลา (มธ 21:40)
              การยกสวนให้คนอื่นเช่าคือการพิพากษาลงโทษที่หนักหน่วงที่สุด !
              หากเราเพิกเฉยต่อหน้าที่ พระองค์จะทรงกระทำเช่นเดียวกัน นั่นคือยกหน้าที่ของเราให้ผู้อื่นทำแทนซึ่งเป็นโทษหนักที่สุด เพราะเรากลายเป็นคนไร้ประโยชน์ต่อหน้าพระเจ้า ซึ่งจะทำให้ชีวิตของเรามีแต่ดำดิ่งสู่ความตกต่ำไม่มีที่สิ้นสุด
     เกี่ยวกับมนุษย์
       1.    มนุษย์ได้รับสิทธิพิเศษ  เจ้าของตระเตรียมทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับทำสวนองุ่น ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมดิน ปลูกองุ่น ล้อมรั้ว ขุดบ่อย่ำองุ่น รวมถึงสร้างหอเฝ้าให้คนเช่าพร้อมใช้ประโยชน์ได้ทันที
              หมายความว่าพระเจ้าไม่เพียงมอบหมายหน้าที่การงานแก่เราเท่านั้น แต่ยังทรงโปรดประทานทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ที่ทรงมอบหมายอีกด้วย
              เราช่างได้รับอภิสิทธิ์มากมายจริง ๆ จากพระองค์ !
       2.    มนุษย์มีเสรีภาพ  เจ้าของปล่อยให้คนเช่าทำสวนตามแบบที่เขาต้องการ ซึ่งเท่ากับว่าพระเจ้าไม่ทรงเป็นเผด็จการ แต่ทรงเป็นเสมือนผู้จัดการชาญฉลาดที่มอบหมายภารกิจแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคน แล้ววางใจให้แต่ละคนมีเสรีภาพที่จะเลือกวิธีปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงตามความถนัดของตนเอง
       3.    มนุษย์ต้องรับผิดชอบ  เมื่อถึงกำหนดเวลา เจ้าของส่งผู้รับใช้มาเก็บค่าเช่าฉันใด พระเจ้าจะทรงชำระสะสางบัญชีกับเราแต่ละคนสักวันหนึ่งฉันนั้น
              ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องเพิ่มความรับผิดชอบต่อผลงานและวิธีการที่เราเลือกใช้ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากพระองค์ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
       4.    มนุษย์จงใจทำบาป  เมื่อคนเช่าสวนเห็นบุตรเจ้าของสวนมา ก็พูดกันว่า คนนี้เป็นทายาท เราจงฆ่าเขาเสียเถิด เราจะได้มรดกของเขา’” (มธ 21:45)  นี่คือการวางแผนทรยศเจ้าของสวนโดยจงใจ
              บาปคือการทรยศพระเจ้า
บาปคือการจงใจอยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า
              บาปคือการจงใจเดินตามหนทางของเราเองทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าหนทางของพระเจ้าเป็นเช่นใด
              ทำไมเราจึงจงใจเป็นเหมือนคนเช่าสวนชั่วร้ายอีกเล่า !?!
     เกี่ยวกับพระเยซูเจ้า
       1.    พระองค์ทรงเป็นบุตรของพระเจ้า  ในอุปมา พระเยซูเจ้าทรงแยกพระองค์เองออกจากบรรดาประกาศกก่อนหน้าพระองค์อย่างชัดเจน ในฐานะผู้นำสารของพระเจ้า ประกาศกเหล่านี้ทรงเกียรติและยิ่งใหญ่มากก็จริง แต่   พวกท่านเป็นเพียงผู้รับใช้ของพระเจ้า  มีพระองค์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า
              แม้ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาประกาศกก็ไม่อาจมีสถานภาพเสมอเหมือนพระองค์
       2.    พระองค์ทรงเป็นเครื่องบูชา  อุปมาเรื่องนี้บ่งบอกชัดเจนว่าพระองค์ทรงรับรู้ล่วงหน้าว่าจะสิ้นพระชนม์ด้วยน้ำมือของคนชั่ว  พระองค์ไม่เคยสงสัยเลยว่าความตายกำลังรอพระองค์อยู่เบื้องหน้า
              พระองค์ไม่ได้สิ้นพระชนม์เพราะจนมุม แต่ทรงเต็มพระทัยเดินหน้าสู่ความตายเพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของเรา
              กระนั้นก็ตาม แม้จะตระหนักถึงความตายที่รออยู่เบื้องหน้า พระองค์ยังทรงอ้างข้อความจากเพลงสดุดีด้วยความมั่นพระทัยว่า หินที่ช่างก่อสร้างทิ้งเสียนั้นได้กลายเป็นศิลาหัวมุม (มธ 21:42)
              ศิลาซึ่งช่างก่อสร้างทิ้งไป (สดด 118:22) ตามความหมายของผู้แต่งเพลงสดุดีคือชนชาติอิสราเอล ซึ่งถูกชนชาติอื่นละทิ้ง ดูหมิ่น และเกลียดชัง  พวกเขาพ่ายแพ้และตกเป็นทาสรับใช้ชนหลายชาติ  แต่ไม่ว่าจะตกต่ำเพียงใดพวกเขายังคงเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร
              ส่วน หินที่ช่างก่อสร้างทิ้งเสียนั้น (มธ 21:42) พระองค์ทรงหมายถึงพระองค์เอง  แม้มนุษย์จะปฏิเสธพระองค์ ละทิ้งพระองค์ หรือกำจัดพระองค์  แต่สักวันหนึ่งพระองค์จะกลายเป็นบุคคลสำคัญที่สุด
              เพราะบุคคลที่ถูกละทิ้งและถูกตรึงตายอยู่บนไม้กางเขนนั้นคือ กษัตริย์และผู้พิพากษาของมวลมนุษยชาติ !
              แล้วเรายังจะ เลือกข้าง คนเช่าสวนชั่วร้ายอีกหรือ ?!

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกท่าน
คุณพ่อธีระ  กิจบำรุง
(บทความคัดลอกจากคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์)
ประชาสัมพันธ์
1.   ส่งศีลศุกร์ต้นเดือน  วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม 2011
2.  ตรวจสุขภาพ   วัดความดันโลหิต น้ำตาลและไขมันในเลือด
วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม 2011

3.  ค่ายกระแสเรียก เดือนตุลาคม 2011
     1)   ค่ายบ้านเณรเล็ก นักบุญยอแซฟ สามพราน วันที่ 11-14 ตุลาคม 2011  (เยาวชนชายชั้น ป.5 ถึง ม.3)  
     2)   ค่ายกางเขนแดง คณะคามิลเลียน ศรีราชา วันที่ 19-21 ตุลาคม 2011  (เยาวชนชายคาทอลิกชั้น ป.5 ขึ้นไป)
     3)   ค่ายหลุยส์ มารี ครั้งที่ 35 วันที่ 21-24 ตุลาคม 2011
          ณ ร.ร.อัสสัมชัญ ศรีราชา  (เยาวชนชายคาทอลิก)
     แจ้งความประสงค์ได้ที่คุณพ่อเจ้าอาวาส ด่วน !
     หมายเหตุ : รายละเอียดอ่านได้ที่บอร์ดหน้าวัด
4.   ประกาศแต่งงาน   คู่ที่ 1  ฝ่ายชาย  เบเนดิกโต ธานินทร์ สังขรัตน์ (ล้างบาปที่วัดแม่พระประจักษ์ สองพี่น้อง) บุตร  ซีลีเอากุส อารมณ์  และ มารีอา ไพฑูรย์ สังขรัตน์  ฝ่ายหญิง นางสาว มธุสร พิพิธกุล บุตรี นายสุวรรณ และนางละม่อม     พิพิธกุล  สมรสวันเสาร์ที่ 22 ต.ค. 2011 เวลา 10.00 น.
    คู่ที่ 2  ฝ่ายชาย  นายสมบูรณ์ เพ็ชรนารถ   บุตร นายสมมี และ นางบุญสม  เพ็ชรนารถ  ฝ่ายหญิง มารีอา ปริศนา รอนราน (ล้างบาปที่วัดนักบุญลูกา บางขาม)  บุตรี นายปรีชา รอนราน และนางสาวประมวล ทองสุก  สมรสวันศุกร์ที่ 28 ต.ค. 2011 เวลา 15.00 น.
          ถ้าผู้ใดทราบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีข้อขัดขวางมิให้สมรสได้ ต้องแจ้งให้พระสงฆ์เจ้าอาวาสทราบ