วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ประชาสัมพันธ์
1.  เชิญร่วมพิธีบวชสังฆานุกร อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ 3 ท่าน
1)   สามเณร ยอแซฟ ทัศมะ  กิจประยูร
2)   สามเณร เปโตร สมภพ  เรืองวุฒิชนะพืช
3)   สามเณร ยอห์น ปัสติสต์ สักรินทร์  ศิรบรรเทิง
และสังฆมณฑลนครราชสีมา 1 ท่าน คือ สามเณร สมชาย หมอกครบุรี ที่มาช่วยงานอภิบาลในวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่วัดเซนต์จอห์น
ในวันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม 2011 เวลา 10.00 น. ณ สามเณราลัยแสงธรรม สามพราน พระสังฆราช ยอห์น บอสโก ปัญญา กฤษเจริญ เป็นประธาน
2.    เชิญเข้าเงียบ...รับพระพร สร้างแรงบันดาลใจ ค้นหาแนวทางใหม่ ใน  วิถีชุมชนวัด เพื่อเตรียมเข้าสู่ กลุ่มชีวิตคริสตชนพื้นฐาน วันเสาร์ที่ 27 ส.ค. 2011 เวลา 9.00-15.00 น. ณ วัดพระมารดานิจจา-            นุเคราะห์ คลองจั่น  มีพิธีโปรดศีลอภัยบาป และบาปสงวน
3.  บทภาวนาเพื่อกระแสเรียก ของสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16  (จากหนังสือเพลงสาธุการ หน้า 527)  จะสวดหลังจากพิธีรับศีลมหาสนิท   ขอพิธีกรทุกมิสซาช่วยก่อสวดด้วย
4.   วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม สมโภชแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ มีพิธีแห่แม่พระ มิสซา 9.00 น. (งดแห่แม่พระมิสซาเย็นวันอาทิตย์ที่ 7 ส.ค.)
5.  คำสอนภาษาอังกฤษ เรียนทุกวันอาทิตย์ เวลา 09.00-10.00 น. ที่ห้องประชุมชั้น 2  เริ่มเรียนวันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม 2011  ผู้สนใจติดต่อที่คุณ Cora หรือ คุณ Jason
6.  ตรวจสุขภาพ   วัดความดันโลหิต น้ำตาลและไขมันในเลือด
วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2011
7.   ติดตามผล การสัมมนาชีวิตคริสตชน  สำหรับผู้ที่เคยเข้าร่วมอบรม ในวันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม 2011  และวันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน 2011  เวลา 13.00 น.  ณ วัดเซนต์จอห์น
8.  ประกาศแต่งงาน  
      คู่ที่ 1   ฝ่ายชาย    นายวิสารัช ราชบุรี   บุตร นายเหวียน และนางผิน ราชบุรี  ฝ่ายหญิง  เทเรซา แคทรียา ลัดดาพงศ์   บุตรี ยอแซฟ โชคชัย และ  มารีอา สุดสำราญ ลัดดาพงศ์  สมรสวันเสาร์ที่ 13 ส.ค. 2011 เวลา 10.30 น.   
      คู่ที่ 2    ฝ่ายชาย   Mr. Mikael Lay  บุตร Mr. Savanwara Lay and Mrs. Patricia Marie Condemine  ฝ่ายหญิง  มารีอา ทิพาพร กิจถาวรวิทย์  บุตรี นายบุญเทียม กิจถาวรวิทย์  และ  นางอวยพร ไชยมงคล  สมรสวันเสาร์ที่ 20 ส.ค. 2011 เวลา 10.00 น.  
        ถ้าผู้ใดทราบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีข้อขัดขวางมิให้สมรสได้ ต้องแจ้งให้พระสงฆ์เจ้าอาวาสทราบ

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สารวัด วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม 2011

อาทิตย์ที่ 18  เทศกาลธรรมดา
 ( วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม 2011 )


รำพึงพระวาจา
พี่น้องที่รัก
ข่าวดี   มัทธิว 14:13-21
(13)เมื่อพระเยซูเจ้าทรงทราบข่าวนี้ ได้เสด็จออกจากที่นั่น ลงเรือไปยังที่สงัดตามลำพังเมื่อประชาชนรู้ต่างก็เดินเท้าจากเมืองต่างๆ มาเฝ้าพระองค์  (14)เมื่อเสด็จขึ้นจากเรือ ทรงเห็นประชาชนมากมายก็ทรงสงสาร และทรงรักษาผู้เจ็บป่วยให้หายจากโรค  (15)เมื่อถึงเวลาเย็น บรรดาศิษย์เข้ามาทูลพระองค์ว่า สถานที่นี้เป็นที่เปลี่ยว และเป็นเวลาเย็นมากแล้ว ขอพระองค์ทรงอนุญาตให้ประชาชนไปตามหมู่บ้านเพื่อซื้ออาหารเถิด” (16)พระเยซูเจ้าตรัสว่า เขาไม่จำเป็นต้องไปจากที่นี่ ท่านทั้งหลายจงหาอาหารให้เขากินเถิด  (17)เขาทูลตอบว่า ที่นี่เรามีขนมปังเพียงห้าก้อนกับปลาสองตัวเท่านั้น  (18)พระองค์จึงตรัสว่า เอามาให้เราที่นี่เถิด  (19)พระองค์ทรงสั่งให้ประชาชนนั่งลงบนพื้นหญ้า ทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวขึ้นมา ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้า ทรงกล่าวถวายพระพร ทรงบิขนมปังส่งให้บรรดาศิษย์ไปแจกแก่ประชาชน  (20)ทุกคนได้กินจนอิ่ม แล้วยังเก็บเศษที่เหลือได้ถึงสิบสองกระบุง (21) จำนวนคนที่กินมีผู้ชายประมาณห้าพันคน ไม่นับผู้หญิงและเด็ก
  หลังจากยอห์นผู้ทำพิธีล้างถูกกษัตริย์เฮโรดสั่งตัดศีรษะ บรรดาศิษย์ของยอห์นได้มารับศพไปฝัง แล้วแจ้งข่าวให้พระเยซูเจ้าทรงทราบ (มธ 14:12)
      นอกจากจะทรงเสียพระทัยกับการจากไปของยอห์นผู้ทำพิธีล้างแล้ว พระองค์คงอดคิดถึงชะตากรรมทำนองเดียวกันที่กำลังรอพระองค์อยู่เบื้องหน้าไม่ได้
      การหลบจากประชาชนไปหาที่สงัดตามลำพังเพื่อพักกาย พักใจ และเพื่อวอนขอความช่วยเหลือและพละกำลังจากพระบิดาเจ้า จึงเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาอย่างยิ่ง !
      แต่การจะแสวงหาที่สงัดในแคว้นกาลิลีสำหรับบุคคลผู้มีชื่อเสียงอย่างพระองค์คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะโยเซฟุส นักประวัติศาสตร์ชาวยิว บันทึกไว้ว่าด้วยขนาดเพียง 40 กิโลเมตรจากตะวันออกจดตะวันตก และ 80 กิโลเมตรจากเหนือจดใต้  กาลิลีสมัยพระเยซูเจ้าประกอบด้วยเมืองและหมู่บ้านมากถึง 204 แห่ง แต่ละแห่งมีพลเมือง ไม่น้อยกว่า 15,000 คน  รวมแล้วจึงมีประชากรหนาแน่นมากกว่าสามล้านคน
      หากต้องการอยู่ตามลำพังจึงเหลือเพียงหนทางเดียว นั่นคือ ลงเรือข้ามทะเลสาบกาลิลีไปอีกฟากหนึ่งซึ่งมีประชากรเบาบางกว่ากันมาก
      แต่เมื่อเสด็จลงเรือประชาชนก็คาดเดาได้ว่าพระองค์กำลังไปที่ใด  พวกเขาจึงเร่งรีบเดินเลียบไปตามชายฝั่งทะเลสาบด้านเหนือเพื่อดักรอเฝ้าพระองค์ (มธ 14:13)
      ด้วยเหตุนี้ เมื่อเสด็จขึ้นจากเรือ พระองค์จึงทรงพบเห็นประชาชนมากมาย กระนั้นก็ตามพระองค์ ทรงสงสารและทรงรักษาผู้เจ็บป่วยให้หายจากโรค (มธ 14:14) ครั้นตกเย็นยังทรงตรัสสั่งบรรดาศิษย์ว่า ท่านทั้งหลายจงหาอาหารให้เขากินเถิด (มธ 14:16)
      เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เผยแสดงความจริงหลายประการเกี่ยวกับพระเยซูเจ้า
      1.    พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยความเมตตาสงสาร
            ทั้งๆ ที่เสด็จมาเพื่อแสวงหาความสงัดตามลำพัง แต่เมื่อขึ้นจากเรือ พระองค์กลับพบประชาชนมากมายเฝ้ารออยู่
            พระองค์จะทรงปฏิเสธพวกเขาก็ได้  พวกเขามีสิทธิอะไรมาก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของพระองค์ด้วยการเรียกร้องขอความช่วยเหลือแบบไม่รู้จักจบสิ้นเช่นนี้  พระองค์ไม่มีสิทธิพักผ่อนหรือมีเวลาส่วนตัวบ้างเลยหรือ ?
            กระนั้นก็ตาม แทนที่จะรู้สึกว่าถูกกวนใจ พระองค์กลับ ทรงสงสาร และทรงรักษาผู้เจ็บป่วยให้หายจากโรค (มธ 14:14)
            สงสาร ตรงกับคำกริยากรีก สพรากค์นีซอมาย” (splagchnizomai) อันมีรากศัพท์เดียวกันกับคำนาม สพรากค์นา” (splagchna) ซึ่งหมายถึง ตับไตไส้พุง
          สพรากค์นีซอมาย จึงหมายถึงความรู้สึกเมตตาสงสารที่ถูกขับเคลื่อนออกมาจากส่วนลึกที่สุด นั่นคือตับไตไส้พุงซึ่งอยู่ลึกกว่าหัวใจของเรามนุษย์เสียอีก
            เท่ากับว่านอกจากจะไม่ทรงโกรธหรือรำคาญใจแล้ว พระองค์ยังทรงสงสารพวกเขาอย่างสุดซึ้งอีกด้วย
            พระองค์ทรงทำให้ประชาชนได้ประจักษ์ว่า พระเจ้าทรงเอาพระทัยใส่ทุกคน !!!
            เราก็เช่นเดียวกัน หากจะประกาศข่าวดีของพระองค์ เราจำต้องให้ เวลา แก่ทุกคน  หากเราแสดงอาการเหนื่อยล้า หมดความอดทน เร่งรีบ หรือทำราวกับถึงเวลารับประทานอาหารแล้ว  สัตบุรุษของเราจะทยอยหายไป และจะไม่มีวันหวนกลับมาอีก
            ดังนั้น เราจะประกาศข่าวดีโดยที่ตาข้างหนึ่งจับจ้องอยู่ที่นาฬิกาไม่ได้ !
            และที่ร้ายไปกว่านาฬิกาก็คือความเป็นคนเจ้ายศ เจ้าอย่าง และเจ้าระเบียบการซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งใหญ่กว่าอีก
            อิสวาร์ จันดาร์ วิทยสักกะ บัณฑิตชาวอินเดียผู้ก่อตั้งวิทยาลัยฮินดูในกัลกัตตา เป็นนักปฏิรูปสังคม นักเขียนและนักการศึกษาผู้มีชื่อเสียงของอินเดีย  ท่านได้รับมอบหมายจากชาวฮินดูในเมืองกัลกัตตาให้มาสร้างความสัมพันธ์กับชาวคริสต์ แต่ต้องผิดหวังกลับไปเพราะพระสังฆราชไม่ยินยอมให้พบ เว้นแต่จะได้นัดหมายไว้ล่วงหน้า  ท่านจึงรวบรวมชาวฮินดูเพื่อต่อต้านพระศาสนจักรนับแต่นั้นมา หาไม่แล้ว คริสตศาสนาคงได้งอกงามในเบงกอลมากกว่านี้สักเพียงใด !
      2.    พระองค์ทรงกตัญญูรู้คุณ
            หลังจากรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวจากศิษย์แล้ว พระองค์ ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้า ทรงกล่าวถวายพระพร (มธ 14:19)
            คำถวายพระพรที่พระองค์และชาวยิวทุกครอบครัวใช้ก่อนรับประทานอาหารคือ ขอถวายพระพรแด่พระยะโฮวาห์ พระเจ้าของเราและกษัตริย์แห่งสากลจักรวาล  พระองค์ทรงประทานขนมปังจากผืนแผ่นดิน
            ซึ่งบ่งบอกว่า ขนมปัง ปลา และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงนำมามอบแก่มนุษย์ล้วนเป็นของประทานจากพระเจ้า
            แม้แต่พระเยซูเจ้ายังทรงขอบพระคุณพระเจ้าด้วยความกตัญญูรู้คุณ  แต่น่าเสียดายที่ลำพังความกตัญญูรู้คุณต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองเราก็มีน้อยมากอยู่แล้ว แต่ความกตัญญูรู้คุณต่อพระเจ้าเรายิ่งมีน้อยกว่าอีก !
      3.    พระองค์ทรงต้องการเราทุกคน
            หลังจากกล่าวถวายพระพรแล้ว พระองค์ทรงบิขนมปังส่งให้บรรดาศิษย์ไปแจกแก่ประชาชน (มธ 14:19)
            เท่ากับว่าบรรดาศิษย์มีบทบาทสำคัญในงานของพระเยซูเจ้า เพราะพระองค์ทรงแจกจ่ายขนมปังโดยผ่านทาง มือ ของพวกเขา
            เป็นความจริงที่บรรดาศิษย์ไม่อาจทำอะไรได้หากปราศจากพระเยซูเจ้า แต่ในเวลาเดียวกันพระองค์ก็ไม่อาจทำอะไรได้หากปราศจากบรรดาศิษย์
      ทุกวันนี้พระองค์ยังทรงต้องการ ศิษย์อย่างเรา  ให้ร่วมมือกับพระองค์ดังเดิม  ใครล่ะจะอบรมสั่งสอนเด็กๆ   หรือจะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ขัดสนหากไม่ใช่ เรา ?
            พระองค์ทรงต้องการ คนที่พระองค์สามารถมอบความจริงและความรักให้ เพื่อนำไปมอบแก่ผู้อื่นต่อไป
            ทำไมคน ๆ นั้นจะเป็นเราไม่ได้ ?
            อย่าวิตกกังวลว่าผู้ที่รอคอยความจริงและความรักจากเรามีอยู่มากมาย  ลำพังเราคนเดียวจะไปทำอะไรได้
           ลืมไปแล้วหรือว่าบรรดาศิษย์เคยทูลพระองค์ว่า ที่นี่เรามีขนมปังเพียงห้าก้อนกับปลาสองตัวเท่านั้น จะพอเลี้ยง ผู้ชายประมาณห้าพันคน ไม่นับผู้หญิงและเด็ก ได้ละหรือ ? (มธ 14:17, 21)
            แต่อาศัยสิ่งของเล็กน้อยที่พวกเขานำมามอบแด่พระองค์นี้เอง พระองค์ทรงทำให้เกิดอัศจรรย์อันยิ่งใหญ่
            ทั้งหมดนี้บ่งบอกว่าพระองค์มิได้ทรงเรียกร้องความยิ่งใหญ่เก่งกาจมากมายจากเรา  ขอเพียงเรามอบสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่มีแด่พระองค์  พระองค์ก็สามารถทำกิจการใหญ่หลวงผ่านทางเราได้แล้ว
4.    พระองค์ไม่ทรงฟุ่มเฟือย
      เมื่อ ทุกคนได้กินจนอิ่มแล้วยังเก็บเศษที่เหลือได้ถึงสิบสองกระบุง (มธ 14:20)
            สำหรับพระเยซูเจ้าแล้ว ต้องไม่มีการทิ้งขว้างให้เสียของเด็ดขาดเพราะแม้พระเจ้าจะทรงประทานทุกสิ่งแก่เราด้วยพระทัยกว้างขวาง  แต่การฟุ่มเฟือยโดยเปล่าประโยชน์เป็นสิ่งที่ผิดเสมอ
            ความใจกว้างของพระเจ้าจึงต้องควบคู่ไปกับการใช้อย่างชาญฉลาดของมนุษย์ !
พระเยซูเจ้าทรงทำอัศจรรย์อย่างไร
หลักการที่เราทุกคนควรยึดถือเมื่อศึกษาอัศจรรย์ของพระเยซูเจ้าคือ อัศจรรย์ไม่ใช่สิ่งที่ ได้เกิดขึ้น เพียงครั้งหนึ่งในอดีต  แต่เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้น ทุกเมื่อเชื่อวัน  เพราะอัศจรรย์คือการเผยแสดงอำนาจแห่งความรักของพระเจ้าชั่วกัปชั่วกัลป์
เกี่ยวกับการเลี้ยงอาหารประชาชนจำนวนมาก มีความเป็นไปได้ 3 แนวทางคือ
1.    เป็นการทวีขนมปังและปลา  แนวทางนี้เป็นความเชื่อที่ง่ายแต่อธิบายให้เข้าใจได้ยาก  อีกทั้งเป็นการจำกัดให้การทวีขนมปังและปลาเป็นอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเมื่อสองพันปีก่อนและยังไม่เกิดซ้ำอีกจนถึงปัจจุบัน
2.    เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์  แนวทางนี้ถือว่าประชาชนได้รับขนมปังหรือปลาเพียงชิ้นเล็กๆ ที่เป็นเสมือนอาหารฝ่ายวิญญาณจากพระเยซูเจ้าและทำให้พวกเขามีพลังเดินทางกลับบ้าน  เหตุการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่เราร่วมพิธีบูชามิสซาและรับศีลมหาสนิท
3.    เป็นการแบ่งปัน  แนวทางนี้มองว่าด้านหนึ่งเป็นเหตุการณ์ตามธรรมชาติ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นอัศจรรย์จริง ๆ และมีคุณค่าอย่างยิ่งยวด
      ตามแนวทางนี้ สันนิษฐานว่าเป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนจะเดินทางไกลจากเมืองต่าง ๆ (มธ 14:13) โดยไม่มีอาหารติดตัวมาด้วย  แต่สาเหตุที่ทำให้พวกเขาหิวคือ ความเห็นแก่ตัว ไม่ยอมนำอาหารออกมากิน เกรงว่าจะต้องแบ่งปันแก่ผู้อื่นจนเหลือไม่พอสำหรับตนเอง
      ต่อเมื่อพระเยซูเจ้าทรงนำอาหารที่พระองค์และบรรดาศิษย์นำติดตัวมา ออกมาแบ่งปันแก่ผู้อื่นนั่นแหละ พวกเขาจึงเริ่มแบ่งปันกันจนทุกคนอิ่มหนำและมีอาหารเหลืออีกด้วย
      หากแนวทางนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง อัศจรรย์นี้ก็ไม่ใช่การทวีขนมปังและปลา แต่เป็นการเปลี่ยนมนุษย์ที่เห็นแก่ตัวให้เป็นมนุษย์ที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
     เป็นอัศจรรย์แห่งการเกิดขึ้นของความรักในหัวใจของคนตระหนี่       ถี่เหนียว !
เหตุว่าเมื่อได้สัมผัสพระเยซูเจ้า ความเห็นแก่ตัวก็กลับกลายเป็นความรัก
     ไม่ว่าเราจะเข้าใจอัศจรรย์นี้อย่างไร สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ที่ใดมีพระเยซูเจ้า ที่นั่นมีการพักผ่อนสำหรับผู้เหน็ดเหนื่อยและความอิ่มหนำสำหรับดวงวิญญาณที่หิวกระหาย
ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกท่าน
คุณพ่อธีระ  กิจบำรุง
(บทความคัดลอกจากคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์)
ประชาสัมพันธ์
1.  ขอความร่วมมือจากพี่น้องทุกท่าน
       พี่น้องบางท่านรับศีลมหาสนิทแล้ว นำไปให้ลูก หรือเด็กๆ ในครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม เด็กคริสตชนจะต้องได้รับศีลในวัยที่เหมาะสม ได้เรียนคำสอนเพื่อเตรียมตัวรับศีลมหาสนิทอย่างดี และรู้ว่าศีลมหาสนิทมีความหมายอย่างไร
2.         เชิญร่วมพิธีบวชสังฆานุกร อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ 3 ท่าน
1)   สามเณร ยอแซฟ ทัศมะ  กิจประยูร
2)   สามเณร เปโตร สมภพ  เรืองวุฒิชนะพืช
3)   สามเณร ยอห์น ปัสติสต์ สักรินทร์  ศิรบรรเทิง
และสังฆมณฑลนครราชสีมา 1 ท่าน คือ สามเณร สมชาย หมอกครบุรี ที่มาช่วยงานอภิบาลในวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่วัดเซนต์จอห์น
ในวันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม 2011 เวลา 10.00 น. ณ สามเณราลัยแสงธรรม สามพราน พระสังฆราช ยอห์น บอสโก ปัญญา กฤษเจริญ เป็นประธาน
3.   เชิญเข้าเงียบ...รับพระพร สร้างแรงบันดาลใจ ค้นหาแนวทางใหม่ ใน  วิถีชุมชนวัด เพื่อเตรียมเข้าสู่ กลุ่มชีวิตคริสตชนพื้นฐาน วันเสาร์ที่ 27 ส.ค. 2011 เวลา 9.00-15.00 น. ณ วัดพระมารดานิจจานุเคราะห์ คลองจั่น  มีพิธีโปรดศีลอภัยบาป และบาปสงวน
4.   บทภาวนาเพื่อกระแสเรียก ของสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16  (จากหนังสือเพลงสาธุการ หน้า 527)  จะสวดหลังจากพิธีรับศีลมหาสนิท เริ่มสวดตั้งแต่วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม 2011  เป็นต้นไป
5.  ส่งศีลศุกร์ต้นเดือน  วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม 2011
6.  วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม สมโภชแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ มีพิธีแห่แม่พระ มิสซา 9.00 น.  (งดแห่แม่พระมิสซาเย็นวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม)
7.   คำสอนภาษาอังกฤษ เรียนทุกวันอาทิตย์ เวลา 09.00-10.00 น. ที่ห้องประชุมชั้น 2  เริ่มเรียนวันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม 2011  ผู้สนใจติดต่อที่คุณ Cora หรือ คุณ Jason
8.  ระลึกถึงในคำภาวนา ยวงบัปติสตา สุมน ชินะผา (ครบ 100 วัน) 27 ก.ค. 2011
9. ตรวจสุขภาพ  วัดความดันโลหิต น้ำตาลและไขมันในเลือด
วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2011
10. ติดตามผล การสัมมนาชีวิตคริสตชน  สำหรับผู้ที่เคยเข้าร่วมอบรม ในวันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม 2011  และวันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน 2011  เวลา 13.00 น.  ณ วัดเซนต์จอห์น
11.  ประกาศแต่งงาน   ฝ่ายชาย   นายวิสารัช ราชบุรี บุตรนายเหวียน และนางผิน ราชบุรี  ฝ่ายหญิง  เทเรซา แคทรียา ลัดดาพงศ์   บุตรี ยอแซฟ โชคชัย และ  มารีอา สุดสำราญ ลัดดาพงศ์  สมรสวันเสาร์ที่ 13 ส.ค. 2011 เวลา 10.30 น.  ถ้าผู้ใดทราบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีข้อขัดขวางมิให้สมรสได้ ต้องแจ้งให้พระสงฆ์เจ้าอาวาสทราบ

สารวัด วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม 2011

อาทิตย์ที่ 17  เทศกาลธรรมดา
 ( วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม 2011 )
รำพึงพระวาจา
พี่น้องที่รัก
ข่าวดี   มัทธิว 13:44-52 หรือ 44-46
(44)อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทุ่งนา คนที่พบก็ฝังซ่อนสมบัตินั้น และยินดีกลับไปขายทุกสิ่งที่มี นำเงินมาซื้อนาแปลงนั้น (45) อาณาจักรสวรรค์ยังเปรียบได้อีกกับพ่อค้าที่แสวงหาไข่มุกเม็ดงาม (46) เมื่อได้พบไข่มุกที่มีค่าสูง เขาจะไปขายทุกสิ่งที่มี นำเงินมาซื้อไข่มุกเม็ดนั้น
(47) อาณาจักรสวรรค์ยังเปรียบได้อีกกับอวนที่หย่อนลงในทะเล ติดปลาทุกชนิด (48) เมื่ออวนเต็มแล้ว ชาวประมงจะลากขึ้นฝั่ง นั่งลงเลือกปลาดีใส่ตะกร้า ส่วนปลาเลวก็โยนทิ้งไป (49) เมื่อถึงเวลาสิ้นโลกก็จะเป็นเช่นนี้ เมื่อถึงคราวสิ้นโลก ทูตสวรรค์จะมาแยกคนชั่วออกจากคนชอบธรรม (50) ทิ้งคนชั่วลงในขุมไฟ ที่นั่น จะมีแต่การร่ำไห้คร่ำครวญและขบฟันด้วยความขุ่นเคือง
(51)ท่านทั้งหลายเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่ บรรดาศิษย์ทูลตอบว่า เข้าใจแล้ว (52) พระองค์จึงตรัสว่า ดังนั้น ธรรมาจารย์ทุกคนที่มาเป็นศิษย์แห่งอาณาจักรสวรรค์ก็เหมือนกับเจ้าบ้านที่นำทั้งของใหม่และของเก่าออกจากคลังของตน

1. ขุมทรัพย์
       ในสมัยโบราณแม้จะมีระบบธนาคารแล้วแต่ประชาชนยังนิยมซ่อนสมบัติมีค่าไว้ใต้ดิน  พวกรับบีสอนว่าสถานที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเงินคือ ดิน  นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คนใช้ผู้เกียจคร้านในอุปมาเรื่องเงินตะลันต์ตอบนายของตนว่า ข้าพเจ้ามีความกลัว จึงนำเงินของท่านไปฝังดินซ่อนไว้ นี่คือเงินของท่าน (มธ 25:25)
       ปาเลสไตน์เป็นดินแดนที่ร้อนระอุด้วยไฟสงคราม  การฝังสมบัติมีค่าไว้ใต้ดินก่อนหนีภัยสงครามโดยหวังว่าจะรอดชีวิตกลับมาค้นหาในภายหลัง จึงเป็นสิ่งที่พบเห็นได้มากกว่าที่อื่นใด
       บางคนอาจสงสัยว่าทำไมพระเยซูเจ้าจึงชื่นชมคนที่พบสมบัติแต่กลับซ่อนไว้ แทนที่จะส่งมอบให้รัฐตามกฎหมาย ?
       เหตุผลประการแรกคือ ชาวยิวอยู่ใต้การปกครองของโรมและกฎหมายโรมันก็จริงอยู่  แต่หากเป็นกรณีเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน พวกเขายังนำกฎหมายยิวมาบังคับใช้และหนึ่งในข้อกฎหมายนั้นกำหนดว่า ผู้ใดพบเงินที่นาน ๆ จะพบได้สักที ให้เงินนั้นตกเป็นของผู้พบ
       เหตุผลอีกประการหนึ่งคือ  อุปมาแต่ละเรื่องจะมีประเด็นหลักเพียงประเด็นเดียว ที่เหลือเป็นเพียงส่วนประกอบซึ่งไม่จำเป็นต้องลงในรายละเอียด อย่างเรื่อง ขุมทรัพย์ ประเด็นหลักคือ ความยินดีที่ค้นพบขุมทรัพย์และความเต็มใจสละทุกสิ่งเพื่อจะได้ขุมทรัพย์นั้นมา
       บทเรียนที่ได้จากอุปมาเรื่องนี้คือ
       1.    เราสามารถพบอาณาจักรสวรรค์ได้ระหว่างทำงานประจำวัน เหมือนชายโชคดีผู้นั้นที่ค้นพบขุมทรัพย์ระหว่างทำงานหนักในทุ่งนา  เขาไม่ได้ขุดดินเพียงผิวเผิน แต่ต้องขุดลึกมากจึงจะพบขุมทรัพย์เช่นนั้นได้
              ความคิดที่ว่าพระเจ้าสถิตอยู่ในวัด ในศีลมหาสนิท หรือระหว่างพิธีกรรมสำคัญทางศาสนาเท่านั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีอย่างยิ่ง
              นักบุญลอเรนซ์ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในครัวอารามฤาษีท่ามกลามจานชามสกปรกมากมาย ท่านกล่าวว่า ข้าพเจ้ารู้สึกใกล้ชิดกับพระเยซูคริสตเจ้าเวลาอยู่ในครัวเท่าๆ กับเวลาอยู่ต่อหน้าศีลมหาสนิท
              หากเราทำงานด้วยความอุตสาหะ ขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ และอย่างมีสำนึกถึงพระเจ้า เราย่อมพบอาณาจักรสวรรค์ได้เช่นเดียวกัน
       2.    เป็นการคุ้มค่าที่จะเสียสละทุกสิ่งเพื่อเข้าอาณาจักรสวรรค์  บทข้าแต่พระบิดาฯ สอนเราว่าอาณาจักรสวรรค์คือ สังคมบนโลกนี้ที่พระประสงค์ของพระเจ้าได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์เหมือนในสวรรค์ (มธ 6:10)  เพราะฉะนั้น การเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ก็คือ การน้อมรับและปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า นั่นเอง
              บ่อยครั้ง เราพบแสงสว่างส่องแวบเข้ามาในจิตใจทำให้เราทราบพระประสงค์ของพระเจ้า  นี่คือ ขุมทรัพย์ 
              การน้อมรับพระประสงค์ของพระองค์อาจทำให้เราต้องเสียสละเป้าหมายและความทะเยอทะยานบางอย่าง  ต้องละทิ้งนิสัยหรือวิถีชีวิตบางประการ  ต้องมีวินัยกับตัวเอง ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่ใช่เรื่องง่าย
              กระนั้นก็ตาม การปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นสิ่งที่มีค่าควรแก่การยอมเสียสละทุกสิ่ง เพราะเมื่อเราปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าก็เท่ากับเรากำลังคิดเหมือนพระองค์และกำลังปรารถนาเหมือนพระองค์ ซึ่งจะนำเราไปสู่การดำเนิน ชีวิตเหมือนพระเจ้า
       การมีชีวิตเหมือนพระเจ้าคือ สุดยอดปรารถนา ของทุกคนเพราะไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่ เที่ยงแท้ และสมบูรณ์ดีงามไปกว่าพระองค์อีกแล้ว
       การได้สิ่งอันเป็นสุดยอดปรารถนาคือ ความสุขสูงสุด ที่ทำให้จิตใจของเรา อิ่ม, พอ และ ได้พักผ่อนในพระเจ้า
       การปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าจึงเป็นหนทางเดียวที่นำความสุขมาสู่จิตใจของเราในชีวิตนี้ และความรุ่งโรจน์นิรันดรในชีวิตหน้า !!
2. ไข่มุก
       ทุกวันนี้เรายอมรับว่าเพชรเป็นเครื่องประดับล้ำค่าและราคาแพง แต่คนสมัยโบราณถือว่าไข่มุกมีความงดงามและราคาแพงที่สุด ขอเพียงได้ลูบคลำและเพ่งพิศก็มีความสุขอย่างล้นเหลือแล้ว  แหล่งไข่มุกสำคัญในยุคนั้นคือทะเลแดงและเกาะอังกฤษ  ส่วนการค้าขายกระจายไปทั่วทุกหนแห่ง พ่อค้าทุกคนจึงพร้อมพลิกแผ่นดินเพื่อหาซื้อไข่มุกล้ำค่ามาไว้ในครอบครอง
       บทเรียนที่พระองค์ประทานแก่เราคือ
       1.    อาณาจักรสวรรค์น่ารักและน่าชื่นชมดุจไข่มุกเม็ดงาม
              เพราะอาณาจักรสวรรค์คือการน้อมรับและปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า  การน้อมรับและปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์จึงไม่ใช่เรื่องของการทนทุกข์ แต่เป็นเรื่องที่น่ารักและน่าชื่นชม  เพราะเลยจากระเบียบวินัย เลยจากการเสียสละ เลยจากการละทิ้งตนเอง และเลยจากกางเขนออกไป สิ่งที่รอเราอยู่นั้นช่างน่ารักและน่าชื่นชมชนิดจะแสวงหาจากที่อื่นใดในโลกนี้ไม่ได้อีกแล้ว
              ขอย้ำว่า หนทางเดียวที่จะนำสันติสุขและความชื่นชมยินดีมาสู่จิตใจ และความงดงามมาสู่ชีวิตของเรา คือการมีชีวิตเหมือนพระเจ้าด้วยการทำตามพระประสงค์ของพระองค์ !
       2.    สิ่งล้ำค่าที่สุดมีเพียงสิ่งเดียว  เช่นเดียวกับไข่มุกซึ่งมีจำนวนมากมายแต่มีเพียงเม็ดเดียวที่ล้ำค่าที่สุด
              ในโลกนี้มีมากมายหลายสิ่งที่นำความสุขและความชื่นชมยินดีมาสู่จิตใจของเรา  บางคนมีความสุขกับการศึกษาเล่าเรียน  บางคนสุขกับเสียงเพลง  บางคนสุขกับการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก  บางคนสุขกับการเป็นพลมารี
       ใช่ สิ่งต่างๆ เหล่านี้น่าชื่นชมดุจไข่มุกล้ำค่า แต่เม็ดล้ำค่าที่สุดมีเพียงหนึ่งเดียวคือ การนอบน้อมเชื่อฟังพระประสงค์ของพระเจ้า ซึ่งทำให้ชีวิตของเราเป็นเหมือนพระองค์
       เช่นเดียวกับขุมทรัพย์ที่เราสามารถพบได้ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ประจำวัน  พ่อค้าก็พบไข่มุกล้ำค่าได้ระหว่างประกอบอาชีพค้าขายตามปกติ  ต่างกันเพียงแต่ว่าพ่อค้าตั้งใจแสวงหาไข่มุก ไม่ใช่ค้นพบโดยบังเอิญ
แต่ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือโดยบังเอิญ พระประสงค์ของพระเจ้าคือสิ่งที่มีค่าควรแก่การได้มาเป็นอย่างยิ่ง !
3. อวน
พระเยซูเจ้าทรงนำเรื่อง อวน มาพูดกับชาวประมง ประหนึ่งต้องการจะถามผู้ฟังว่า ไหนดูสิว่างานประจำวันของท่านจะบอกอะไรเกี่ยวกับสวรรค์ได้บ้าง ?
       ในปาเลสไตน์ ชาวประมงนิยมจับปลาด้วยการเหวี่ยงแหและลากอวน  การลากอวนคือสิ่งที่อุปมาเรื่องนี้กล่าวถึง
บทเรียนที่ได้จากอุปมาเรื่องนี้คือ
1.    อาณาจักรสวรรค์ต้อนรับทุกคน เหมือนอวนซึ่งกวาดทุกสิ่งเข้ามาโดยไม่มีการแยกแยะ ทั้งปลาดีมีราคา ปลาไร้ค่า หรือแม้แต่ขยะทะเลก็ไม่วายถูกรวมเข้ามาในอวน
              พระศาสนจักรซึ่งเป็นดั่งอวนจึงต้องเปิดประตูต้อนรับทุกคน ไม่ว่าดีหรือเลว มีคุณค่าหรือไร้ราคาเพียงใดก็ตาม
              เหตุผลอีกประการหนึ่งที่เราต้องต้อนรับทุกคนคือ เราไม่มีหน้าที่แยกแยะว่าใครดี ใครเลว เพราะพระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า อย่าตัดสินเขา และท่านจะไม่ถูกพระเจ้าตัดสิน (มธ 7:1)
2.    มีการตัดสินแน่ แม้อวนจะกวาดทุกสิ่งโดยไม่เลือก แต่เมื่ออวนเต็มชาวประมงจะลากขึ้นฝั่ง นั่งลงเลือกปลาดีใส่ตะกร้า ส่วนปลาเลวก็โยนทิ้งไป (มธ 13:48)
              แปลว่าการตัดสินแยกแยะคนดีออกจากคนเลวจะเกิดขึ้นแน่นอน โดย ทูตสวรรค์ จะเป็นผู้แยกแยะเมื่อถึงคราวสิ้นโลก (มธ 13:49)
              หน้าที่ของเราจึงได้แก่การรวบรวมทุกคนเข้ามาในพระศาสนจักร  ส่วนการตัดสินเป็นหน้าที่ของพระเจ้า
4. สมบัติใหม่และเก่า
เมื่อบรรดาศิษย์เข้าใจคำสอนเรื่องอาณาจักรสวรรค์แล้ว พระเยซูเจ้าทรงสรุปว่า ดังนั้น ธรรมาจารย์ทุกคนที่มาเป็นศิษย์แห่งอาณาจักรสวรรค์ก็เหมือนกับเจ้าบ้านที่นำทั้งของใหม่และของเก่าออกจากคลังของตน (มธ 13:52)
       ราวกับพระองค์ทรงประสงค์จะสื่อถึงธรรมาจารย์ที่หันมาเป็นศิษย์ของพระองค์ว่า พวกท่านมีพื้นฐานที่ดีจากการทุ่มเทชีวิตศึกษาธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาประกาศก  เมื่อได้ฟังคำสอนของเรา ท่านไม่เพียงรู้สิ่งที่เคยรู้เท่านั้น แต่ยังรู้สิ่งที่ไม่เคยรู้ด้วย อีกทั้งสิ่งที่ท่านเคยรู้มาก่อนแล้วก็ยังได้รับการส่องสว่างจากสิ่งที่เราบอกท่านด้วย
       นั่นคือ เมื่อเราหันมาเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้เราละทิ้งความรู้ ความสามารถ หรือพรสวรรค์ที่ติดตัวมา  แต่ทรงประสงค์ให้เราใช้สิ่งเหล่านี้ภายใต้จุดหมายใหม่ แรงจูงใจใหม่ และความหมายใหม่ดุจเดียวกับพระองค์
หากเราเป็นนักวิชาการก็ขอให้ใช้ความรู้เพื่อนำผู้อื่นมาสู่ความจริง  หากเป็นนักธุรกิจก็ขอให้ทำธุรกิจเยี่ยงคริสตชนที่ดีพึงกระทำ
เมื่อได้กระทำดังนี้ ของเก่าที่มีอยู่ก็ยังคงเป็นสมบัติที่ทรงคุณค่าควรแก่การนำออกมาจากคลังโดยไม่ต้องอายสมบัติใหม่แต่อย่างใด
อย่าลืมว่า พระเยซูเจ้ามิได้เสด็จมาเพื่อทำให้ชีวิตของเราว่างเปล่า แต่เพื่อทำให้ชีวิตของเราเต็มเปี่ยมและสมบูรณ์ !
ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกท่าน
คุณพ่อธีระ  กิจบำรุง
(บทความคัดลอกจากคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์)
ประชาสัมพันธ์
1.  ขอความร่วมมือจากพี่น้องทุกท่าน
1)   พี่น้องบางท่านรับศีลมหาสนิทแล้ว นำไปให้ลูก หรือเด็กๆ ในครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม เด็กคริสตชนจะต้องได้รับศีลในวัยที่เหมาะสม ได้เรียนคำสอนเพื่อเตรียมตัวรับศีลมหาสนิทอย่างดี และรู้ว่าศีลมหาสนิทมีความหมายอย่างไร
2) ทุกครั้งที่รับศีลมหาสนิท ขอให้ทุกคนตอบรับ อาแมน กับพระสงฆ์ทุกครั้ง  (วัดในเขต 2 ตกลงร่วมกันให้ช่วยรณรงค์ตามวัด เนื่องจากหลายวัดมีปัญหา ผู้ที่มารับศีลฯ ไม่ใช่คริสตชน)
2.   เชิญเข้าเงียบ...รับพระพร สร้างแรงบันดาลใจ ค้นหาแนวทางใหม่ ใน  วิถีชุมชนวัด เพื่อเตรียมเข้าสู่ กลุ่มชีวิตคริสตชนพื้นฐาน วันเสาร์ที่ 27 ส.ค. 2011 เวลา 9.00-15.00 น. ณ วัดพระมารดานิจจา-            นุเคราะห์ คลองจั่น  มีพิธีโปรดศีลอภัยบาป และบาปสงวน
3.  คำสอนภาษาอังกฤษ เรียนทุกวันอาทิตย์ เวลา 09.00-10.00 น. ที่ห้องประชุมชั้น 2  เริ่มเรียนวันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม 2011  ผู้สนใจติดต่อที่คุณ Cora หรือ คุณ Jason
4.   ระลึกถึงในคำภาวนา ยออากิม นาถ อานามวัฒน์ (ครบ 1 ปี)  20 ก.ค. ,     เกรโกรี่ สวัสดิ์ ครุวรรณ (ครบ 1 ปี)  26 ก.ค.