วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประชาสัมพันธ์
1.  พระอัครสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์  โกวิทวาณิช  จะมาเยี่ยมอภิบาล (Pastoral Visit)  ที่วัดเซนต์จอห์น ในวันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม 2011 เวลา 16.00 น. และเป็นประธานในพิธีบูชาขอบพระคุณ เวลา 18.00 น.
2.  สัมมนาพระสงฆ์ประจำปี ระหว่างวันที่ 11-15 กรกฎาคม 2011  ที่บ้านผู้หว่าน สามพราน
3.   ขอความร่วมมือจากพี่น้องทุกท่าน
1) วัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนมาเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน สวดภาวนา, นมัสการพระเจ้า และร่วมพิธีกรรม  ขอให้แต่งกายสุภาพ เหมาะสม (อย่าสั้นเกินไป, ลึกเกินไป, โชว์มากไป ฯลฯ)
2) ทุกครั้งที่รับศีลมหาสนิท ขอให้ทุกคนตอบรับ อาแมน กับพระสงฆ์ทุกครั้ง  (วัดในเขต 2 ที่ตกลงร่วมกันให้ช่วยรณรงค์ตามวัด เนื่องจากหลายวัดมีปัญหา ผู้ที่มารับศีลฯ ไม่ใช่คริสตชน)
4.   วันอาทิตย์ที่ 10 ก.ค.  ขอเชิญประชุมผู้สูงอายุ   เวลา 10.30 น.    ณ ห้องประชุมชั้น 1
5.   เชิญร่วมงาน มารีอาโปลี วันที่ 16-18 ก.ค. 2011 ณ ห้องประชุม บ้านผู้หว่าน สามพราน  ติดต่อได้ที่ 089-430-6599, 02-510-9357
6.  ประกาศแต่งงาน  
      คู่ที่ 1    ฝ่ายชาย   นายอดิศร ศรีบุษย์ บุตร นายอุดม และนางเสงี่ยม   ศรีบุษย์  ฝ่ายหญิง  โรซา สุนันท์ คำหอม  บุตรี นายจำนงค์  และ  นางรำพึง คำหอม  สมรสวันเสาร์ที่ 16 ก.ค. 2011 เวลา 10.00 น.
      คู่ที่ 2    ฝ่ายชาย   นายพงศ์ศักร บุญปาลิต บุตร นายนักธรรม และนางพิชญาลักษณ์ บุญปาลิต  ฝ่ายหญิง  เทเรซา ณัฐหทัย บุญปาลิต บุตรี นายเสน่ห์  และ  นางอำนวย พวงรัตน์  สมรสวันศุกร์ที่ 22 ก.ค. 2011 เวลา 10.00 น. 
            ถ้าผู้ใดทราบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีข้อขัดขวางมิให้สมรสได้ ต้องแจ้งให้พระสงฆ์    เจ้าอาวาสทราบ

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สารวัด วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2011

อาทิตย์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา
( วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2011 )


รำพึงพระวาจา

พี่น้องที่รัก
ข่าวดี    มัทธิว 11:25-30
(25) เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสว่า ข้าแต่พระบิดา เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ข้าพเจ้าสรรเสริญพระองค์ที่ทรงปิดบังเรื่องเหล่านี้จากบรรดาผู้มีปรีชาและรอบรู้ แต่ทรงเปิดเผยแก่บรรดาผู้ต่ำต้อย (26) ถูกแล้ว พระบิดาเจ้าข้า พระองค์พอพระทัยเช่นนั้น (27) พระบิดาทรงมอบทุกสิ่งแก่ข้าพเจ้า ไม่มีใครรู้จักพระบุตร นอกจากพระบิดา และไม่มีใครรู้จักพระบิดา นอกจากพระบุตรและผู้ที่พระบุตรเปิดเผยให้รู้
(28) ท่านทั้งหลายที่เหน็ดเหนื่อย และแบกภาระหนักจงมาพบเราเถิด เราจะให้ท่านได้พักผ่อน (29) จงรับแอกของเราแบกไว้ และมาเป็นศิษย์ของเรา เพราะเรามีใจสุภาพอ่อนโยนและถ่อมตน จิตใจของท่านจะได้รับการพักผ่อน (30) เพราะว่าแอกของเราอ่อนนุ่มและภาระที่เราให้ท่านแบกก็เบา
1. ทรงเปิดเผยแก่บรรดาผู้ต่ำต้อย
       พระเยซูเจ้าตรัสว่า ข้าแต่พระบิดา เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ข้าพเจ้าสรรเสริญพระองค์ที่ทรงปิดบังเรื่องเหล่านี้จากบรรดาผู้มีปรีชาและรอบรู้  แต่ทรงเปิดเผยแก่บรรดาผู้ต่ำต้อย (มธ 11:25)
คำสรรเสริญนี้ออกมาจากประสบการณ์และชีวิตจริงของพระองค์เอง  บรรดาธรรมาจารย์ ฟาริสี และผู้มีปรีชารอบรู้ทั้งหลายไม่ยอมรับพระองค์เป็นพระเมส-    สิยาห์  แต่ประชาชนผู้ต่ำต้อยกลับต้อนรับพระองค์ด้วยความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง
       ที่ตรัสเช่นนี้มิได้หมายความว่าพระองค์ทรงรังเกียจ พลัง ของสติปัญญา แต่เป็น ความหยิ่งจองหอง ของสติปัญญาต่างหากที่พระองค์ทรงรังเกียจและตำหนิ
  เพราะเป็นความหยิ่งจองหองนั่นเองที่ฉุดรั้งมนุษย์จากพระเจ้า ส่วนความเฉลียวฉลาดนั้นไม่เคยปิดกั้นเราจากพระองค์
       เราอาจเฉลียวฉลาดเทียบเท่ากษัตริย์โซโลมอน แต่ถ้าขาดหัวใจที่สุภาพ วางใจ และใสซื่อเหมือนเด็กเล็กๆ เราก็ปิดกั้นตัวเราจากพระองค์
       ปราชญ์ท่านหนึ่งจึงกล่าวไว้ว่า ที่พำนักของพระวรสารคือหัวใจ ไม่ใช่หัวคิด
       พวกธรรมาจารย์เองก็ตระหนักดีถึงอันตรายของความหยิ่งจองหองของสติปัญญา พวกเขาจึงเล่าเรื่องเตือนใจตัวเองว่า ครั้งหนึ่งเกิดโรคระบาดใหญ่ในเมืองสูรา (Sura) แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกับรับ (Rab) ซึ่งเป็นธรรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียง กลับไม่มีผู้ใดติดโรค ชาวบ้านพากันคิดว่าคงเป็นเพราะคุณงามความดีของรับ  แต่พวกเขาได้รับแจ้งในฝันว่าเป็นเพราะชายคนหนึ่งซึ่งเต็มใจให้คนอื่นยืมจอบและพลั่วสำหรับขุดหลุมฝังศพ และเมื่อเกิดไฟไหม้ที่เมืองโดรเคอเรท (Drokeret) เพื่อนบ้านของรับบีฮูนาคิดว่าเป็นเพราะคุณงามความดีของท่านรับบี บ้านของพวกเขาจึงรอดพ้นจากกองเพลิง  แต่ในฝันพวกเขาได้รับแจ้งว่าเป็นเพราะหญิงคนหนึ่งซึ่งเต็มใจให้เพื่อนบ้านใช้เตาอบ
ชายและหญิงที่กล่าวมามิได้มีสติปัญญาโดดเด่นดุจเดียวกับธรรมาจารย์ก็จริง  แต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่พวกเขาทำด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักและความสุภาพถ่อมตนต่างหากที่ทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัย
       ใช่ พระองค์ทรงพอพระทัยเช่นนั้น ! (มธ 11:26)
2. ไม่มีใครรู้จักพระบิดานอกจากพระบุตร
       ชาวกรีกถือว่ายากที่จะรู้จักพระเจ้า และเมื่อรู้จักแล้วก็ยิ่งยากที่จะอธิบายให้ผู้อื่นฟัง
โซฟาร์เพื่อนของโยบก็ชี้ให้เห็นความล้ำลึกของพระเจ้าเมื่อเขาถามโยบว่า ท่านล่วงรู้ส่วนลึกของพระเจ้าหรือ ? (โยบ 11:7)
       แต่วันนี้ พระเยซูเจ้าตรัสว่า พระบิดาทรงมอบทุกสิ่งแก่ข้าพเจ้า (มธ 11:27)
      นี่คือเอกสิทธิ์แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว  เอกสิทธิ์อันเป็นศูนย์กลางความเชื่อของเราคริสตชน นั่นคือ ไม่มีใครรู้จักพระบิดา นอกจากพระบุตร และผู้ที่พระบุตรเปิดเผยให้รู้ (มธ 11:27)  หรือตามสำนวนของนักบุญยอห์นว่า ผู้ที่เห็นเรา ก็เห็นพระบิดาด้วย (ยน 14:9)
       ความหมายของพระองค์คือ หากเราต้องการรู้ว่าพระบิดาทรงมีนิสัยใจคอ ความรู้สึกนึกคิด จิตใจ ตลอดจนทัศนคติต่อเราอย่างไรแล้วละก็ ให้ดูที่พระองค์
       เป็นความเชื่อมั่นสูงสุดของเราคริสตชนว่า ในพระเยซูคริสตเจ้าเท่านั้นที่เราสามารถรู้จักพระเจ้า และพระองค์เท่านั้นสามารถประทานความรู้นี้แก่ทุกคนที่มีความสุภาพถ่อมตนพอที่จะน้อมรับความรู้นั้น
3. ท่านทั้งหลายที่เหน็ดเหนื่อย และแบกภาระหนัก จงมาพบเราเถิด
      พระเยซูเจ้าตรัสถึงบรรดาธรรมาจารย์และฟารีสีว่าพวกเขา มัดสัมภาระหนักวางบนบ่าคนอื่น (มธ 23:4)

สัมภาระหนักที่พวกเขาวางบนบ่าคนอื่นคือกฎระเบียบหยุมหยิมไม่รู้จักจบสิ้น พวกเขาทำให้คำว่า ท่านจะต้องไม่...ท่านจะต้องไม่... กลายเป็นหัวใจของศาสนา
       พวกธรรมาจารย์เองก็รับรู้ปัญหาเหล่านี้ พวกเขาเล่านิทานเปรียบเทียบที่น่าสลดใจเพื่อแสดงว่าธรรมบัญญัตินั้นผูกพัน บีบรัด เรียกร้อง และเป็นภาระหนักมากเพียงใด
       หญิงหม้ายยากจนคนหนึ่งมีบุตรสาวสองคนพร้อมกับนาอีกแปลงหนึ่ง  เมื่อนางเริ่มไถนา โมเสส (นั่นคือธรรมบัญญัติของโมเสส)  บอกนางว่า ท่านจะต้องไม่ไถนาด้วยวัวและลาพร้อมกัน  เมื่อนางเริ่มหว่านเมล็ดพืช โมเสสพูดว่า ท่านจะต้องไม่หว่านนาของท่านด้วยเมล็ดพืชต่างชนิดกัน ต่อมานางเริ่มเก็บเกี่ยวพืชผล โมเสสคนเดิมพูดอีกว่า เมื่อท่านเก็บเกี่ยวพืชผลในทุ่งนาแล้วลืมฟ่อนข้าวไว้ ท่านจะต้องไม่กลับไปเก็บ (ฉธบ 24:19)  และ ท่านจะต้องไม่เกี่ยวรวงข้าวที่ขอบนาจนหมด (ลนต 19:9) เมื่อนางนวดข้าว โมเสสกลับมาบอกนางว่า ท่านต้องถวายสิบชักหนึ่ง  นางก็แสนดี ปฏิบัติตามคำสั่งของโมเสสทุกประการ
       แต่เพื่อความอยู่รอด นางตัดสินใจขายนาแล้วนำเงินไปซื้อแกะสองตัว โดยหวังจะอาศัยขนแกะทำเครื่องนุ่งห่ม และขายลูกแกะเกิดใหม่หารายได้ปะทังชีวิต
       เมื่อลูกแกะถือกำเนิดขึ้นมา อาโรน (นั่นคือข้อเรียกร้องของพระสงฆ์) ตรงเข้ามาบอกนางว่า ลูกแกะหัวปีต้องเป็นของเรา  นางก็ยอมให้ลูกแกะตัวแรกไป  เมื่อถึงเวลาตัดขนแกะ อาโรน กลับมาบอกว่า ท่านจะต้องให้ผลิตผลแรกจากข้าวสาลี เหล้าองุ่นใหม่และน้ำมันมะกอก รวมทั้งขนแกะแก่สมณะ (ฉธบ 18:4)  นางสุดทนจึงคิดจะฆ่าแกะกิน แต่อาโรนก็ตามนางไม่เลิก สมณะจะมีสิทธิ์รับขาหน้า เนื้อแก้ม และเนื้อท้อง (ฉธบ 18:3) นางจึงพูดกับบุตรสาวว่า ถึงเราจะฆ่าแกะก็ยังไม่รอดพ้นจากเงื้อมมือของพวกเขาอยู่ดี  อย่ากระนั้นเลย ให้เราถวายแกะเหล่านี้แด่พระเจ้าเถิด
       เหลือเชื่อ  อาโรนพูดกับนางว่า ของทุกอย่างที่ชาวอิสราเอลถวายขาดแด่พระยาห์เวห์จะเป็นของฉัน (กดว 18:14) แล้วก็ฉวยแกะไปทั้งหมด ปล่อยให้นางร้องไห้อยู่กับบุตรสาวทั้งสอง
       แม้เป็นเพียงนิทานเปรียบเทียบ แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าธรรมบัญญัติเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ทุกแง่ทุกมุมและไม่รู้จักหยุดจักหย่อนเลย
       ช่างเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์จริง ๆ !
       สำหรับผู้ที่เผชิญกับภาระหนักเช่นนี้ พระองค์ตรัสว่า ท่านทั้งหลายที่เหน็ดเหนื่อย และแบกภาระหนักจงมาพบเราเถิด เราจะให้ท่านได้พักผ่อน (มธ 11:28)
       พร้อมกันนี้ ทรงเชิญชวนทุกคนว่า จงรับแอกของเราแบกไว้ เพราะว่าแอกของเราอ่อนนุ่ม และภาระที่เราให้ท่านแบกก็เบา (มธ 11:29-30)
       ชาวยิวใช้คำว่า แอก เพื่อหมายถึง การยอมมอบตนต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น แอกของกฎหมายหมายถึงการยอมมอบตนปฏิบัติตามกฎหมาย แอกของอาณาจักรสวรรค์หมายถึงการยอมมอบตนต่อข้อเรียกร้องของอาณาจักรสวรรค์   แอกของพระเจ้าหมายถึงการอุทิศตนมอบถวายแด่พระเจ้า เป็นต้น
       แอกของพระเยซูเจ้าจึงหมายถึง การยอมมอบตนเป็นศิษย์ของพระองค์
ที่สำคัญแอกของพระองค์น่าแบกเพราะว่า อ่อนนุ่ม !
       คำ อ่อนนุ่ม ตรงกับภาษากรีก chrēstos (เครสตอส) ซึ่งหมายถึง เหมาะพอดี (being well adapted to fulfill a purpose)
       ในปาเลสไตน์ ชาวยิวทำแอกเฉพาะอันให้วัวแต่ละตัว  พวกเขานำวัวไปให้ช่างวัดขนาด  เมื่อช่างทำแอกเสร็จ พวกเขาจะนำวัวกลับไปลองแอกและปรับแต่งให้เหมาะพอดีกับคอวัวเพื่อจะได้ไม่เกิดแผลเวลาใส่
       หมายความว่า หากเราเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า พระองค์จะประทานแอกที่ไม่ทำร้ายเรา เพราะมันเหมาะพอดีกับความจำเป็นและความสามารถของเราแต่ละคน
       และเมื่อตรัสว่า ภาระที่เราให้ท่านแบกก็เบา (มธ 11:30) พระองค์มิได้หมายความว่าภาระของพระองค์แบกได้ง่ายหรือสบาย แต่หมายความว่าพระองค์ทรงประทานภาระแก่เราด้วย ความรัก ซึ่งจะทำให้ภาระที่หนักที่สุดกลายเป็น เบา
       มีเรื่องเล่าว่า ชายคนหนึ่งพบเด็กเล็กๆ คนหนึ่งกำลังแบกเด็กพิการที่เล็กกว่าอีกไว้บนหลัง  ชายผู้นั้นกล่าวว่า ภาระนั่นไม่หนักไปหน่อยหรือ พ่อหนุ่ม ? เด็กคนนั้นตอบว่า นี่ไม่ใช่ภาระ นี่เป็นพี่น้องตัวจิ๋วของผม
       เมื่อเรารู้ซึ้งถึง ความรักของพระเจ้า และรู้ว่าภาระที่พระองค์ทรงมอบแก่เราคือ รักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์
       ภาระอะไรๆ ก็เบาไปหมด !
ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกท่าน
คุณพ่อธีระ  กิจบำรุง
(บทความคัดลอกจากคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์)
ประชาสัมพันธ์
1.   “St Peter’s Pence”  เงินถุงทานในวันสมโภชนักบุญเปโตรและเปาโล  3 ก.ค. 2011  มอบถวายสมเด็จพระสันตะปาปาเพื่อทรงใช้ตามพระ-  ราชประสงค์ ในการเสด็จเยี่ยมเยียน เดินทาง พบปะ และช่วยเหลือตามพระราชอัธยาศัย
2.   เชิญร่วมงาน มารีอาโปลี วันที่ 16-18 ก.ค. 2011 ณ ห้องประชุม บ้านผู้หว่าน สามพราน  ติดต่อได้ที่ 089-430-6599, 02-510-9357
3.   วันอาทิตย์ที่ 10 ก.ค.  ขอเชิญประชุมผู้สูงอายุ   เวลา 10.30 น.    ณ ห้องประชุมชั้น 1
4.   วันนี้ ! วันอาทิตย์ที่ 3 ก.ค. ตรวจสุขภาพ   วัดความดันโลหิต น้ำตาลและไขมันในเลือด
5.  วันอาทิตย์นี้ (3 ก.ค.) หลังมิสซา 9.00 น. กลุ่มชาวฟิลิปปินส์   จะแจกเหรียญแม่พระเหรียญอัศจรรย์ ให้กับทุกท่าน

6.  ประกาศแต่งงาน  
      คู่ที่ 1    ฝ่ายชาย   นายพรรษวัชร์ พุธวัฒนะ บุตร นายเณรฤทธิ์  และนางพรรณวดี พุธวัฒนะ  ฝ่ายหญิง  มารีอา กานต์ธีรา ใยแจ่ม  บุตรี นายดำรงค์ ใยแจ่ม และ  เทเรซา สุกัญญา ชัยวิมล สมรสวันศุกร์ที่ 8 ก.ค. 2011 เวลา 15.00 น. 
      คู่ที่ 2    ฝ่ายชาย   นายอดิศร ศรีบุษย์ บุตร นายอุดม และนางเสงี่ยม   ศรีบุษย์  ฝ่ายหญิง  โรซา สุนันท์ คำหอม  บุตรี นายจำนงค์  และ  นางรำพึง คำหอม  สมรสวันเสาร์ที่ 16 ก.ค. 2011 เวลา 10.00 น.
             ถ้าผู้ใดทราบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีข้อขัดขวางมิให้สมรสได้ ต้องแจ้งให้พระสงฆ์    เจ้าอาวาสทราบ

สารวัด วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2011

สมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า
( วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2011 )


รำพึงพระวาจา

พี่น้องที่รัก
ข่าวดี    ยอห์น 6:51-58
       (51)เราเป็นปังทรงชีวิต ที่ลงมาจากสวรรค์ ใครที่กินปังนี้จะมีชีวิตอยู่ตลอดไป และปังที่เราจะให้นี้ คือเนื้อของเราเพื่อให้โลกมีชีวิต (52)ชาวยิวจึงเถียงกันว่า คนนี้เอาเนื้อของตนให้เรากินได้อย่างไร  (53)พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านไม่กินเนื้อของบุตรแห่งมนุษย์ และไม่ดื่มโลหิตของเขา ท่านจะไม่มีชีวิตในตนเอง (54)ผู้ที่กินเนื้อของเรา และดื่มโลหิตของเรา ก็มีชีวิตนิรันดร เราจะทำให้เขากลับคืนชีพในวันสุดท้าย (55)เพราะเนื้อของเราเป็นอาหารแท้ และโลหิตของเราเป็นเครื่องดื่มแท้ (56)ผู้ที่กินเนื้อของเรา และดื่มโลหิตของเรา ก็ดำรงอยู่ในเรา และเราก็ดำรงอยู่ในเขา (57)พระบิดาผู้ทรงชีวิตทรงส่งเรามา และเรามีชีวิตเพราะพระบิดาฉันใด ผู้ที่กินเนื้อของเราจะมีชีวิตเพราะเราฉันนั้น (58)นี่คือปังที่ลงมาจากสวรรค์ ไม่เหมือนปังที่บรรดาบรรพบุรุษได้กินแล้วยังตาย ผู้ที่กินปังนี้จะมีชีวิตอยู่ตลอดไป
       ในสมัยโบราณ ผู้คนถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าด้วยการเผาสัตว์บางส่วน แล้วมอบเนื้อสัตว์ที่เหลือจากการเผาบูชาแก่พระสงฆ์ผู้ประกอบพิธีส่วนหนึ่ง ที่เหลือทั้งหมดคืนแก่ผู้ถวายบูชาเพื่อทำอาหารรับประทานร่วมกับญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงภายในบริเวณพระวิหาร โดยมีพระเจ้าของตนเป็นแขกรับเชิญ
คนสมัยก่อนเชื่อว่า เมื่อเผาส่วนหนึ่งของสัตว์เป็นเครื่องบูชาแล้ว พระเจ้าจะเสด็จมาประทับในเนื้อสัตว์ทั้งตัวซึ่งรวมถึงส่วนที่นำมาทำอาหารด้วย ดังนั้นผู้ที่กินเนื้อสัตว์ที่ถวายบูชาแล้วก็เท่ากับกำลังกิน เลือดเนื้อของพระเจ้า  ซึ่งจะทำให้ชีวิตของพวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยพระเจ้า  พวกเขากลายเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า และกลับออกไปจากพระวิหารพร้อมกับจิตใจและพละกำลังของพระเจ้า !!
       เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า เราเป็นปังทรงชีวิต ที่ลงมาจากสวรรค์ ใครที่กินปังนี้จะมีชีวิตอยู่ตลอดไป และปังที่เราจะให้นี้ คือเนื้อของเราเพื่อให้โลกมีชีวิต (ยน 6:51) ชาวยิวจึงเข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสเป็นอย่างดี  พวกเขาไม่สะดุดใจเรื่องกินเนื้อของพระเจ้าแต่อย่างใด  แต่สิ่งที่พวกเขาถกเถียงกันคือ คนนี้จะเอาเนื้อของตนให้เรากินได้อย่างไร (ยน 6:52) เพราะ คนนี้ เป็นเพียงลูกชายของช่างไม้จนๆ ที่ชื่อโยเซฟเท่านั้น จะมาอวดอ้างตัวเองเป็น พระเจ้า ที่สามารถประทานเนื้อของตนให้พวกเขากินได้อย่างไรกัน ???
พูดง่าย ๆ คือ พวกเขาไม่ยอมรับพระองค์เป็นพระเจ้า !
พระองค์จึงตรัสย้ำกับพวกเขาว่า ผู้ที่กินเนื้อของเรา
 และดื่มโลหิตของเรา ก็มีชีวิตนิรันดร (ยน 6:54)

       เราอาจอธิบายสิ่งที่พระองค์ตรัสตามตัวอักษร โดยยังไม่เกี่ยวข้องกับ ศีล-มหาสนิท ได้ดังนี้
       เนื้อ หมายถึง ความเป็นมนุษย์ของพระเยซูเจ้า  ดังที่ยอห์นกล่าวว่า การดลใจใดที่ยอมรับว่า พระเยซูคริสตเจ้าเสด็จมารับธรรมชาติมนุษย์ ก็เป็นการดลใจที่มาจากพระเจ้า (1 ยน 4:2) แต่การดลใจใดที่ไม่ยอมรับว่าพระองค์เป็นมนุษย์ก็เป็น การดลใจของผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระคริสตเจ้า (1 ยน 4:3)
       ยอห์นย้ำนักย้ำหนาว่า พระองค์ทรงมีกระดูกและเนื้อหนังเช่นเดียวกับเรา พระองค์ทรงรับเอาชีวิตแบบมนุษย์ทั้งครบไว้ในตัวพระองค์เอง ซึ่งเท่ากับว่าพระองค์ได้เผชิญกับทุกสิ่งที่มนุษย์อย่างเราต้องเผชิญ พระองค์ต้องต่อสู้ฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรค์ต่างๆ เหมือนอย่างเรา แม้แต่การประจญล่อลวง พระองค์ก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชนะเช่นเดียวกับเราทุกคน
เพราะฉะนั้น เมื่อพระองค์ตรัสว่า ผู้ที่กินเนื้อของเราจะมีชีวิตเพราะเรา (ยน 6:57) จึงหมายความว่า พวกท่านจงหล่อเลี้ยงความคิด จิตใจ และวิญญาณของท่านอาศัยความเป็นมนุษย์ของเราเถิด  เมื่อใดก็ตามที่พวกท่านท้อแท้ สิ้นหวัง หมดกำลังใจ เข่าอ่อน หรือเบื่อหน่ายชีวิต  จงระลึกเสมอว่า เราได้รับเอาชีวิตและการดิ้นรนทั้งหมดของพวกท่านไว้ในตัวเราแล้ว
และเนื่องจากพระเยซูเจ้าทรงเป็น พระเจ้า ผู้รับเอากายเป็นมนุษย์เหมือนเรา  การหล่อเลี้ยงความคิดและจิตใจของเราด้วย ความเป็นมนุษย์ ของพระองค์ย่อมทำให้ ชีวิตและร่างกายของเราได้สัมผัสกับพระเจ้าและถูกปกคลุมด้วยความรุ่งโรจน์ของพระองค์ !
เราได้รับพลัง ความสว่าง และกำลังใจอาศัย เนื้อ ของพระองค์....
       โลหิต คือ ชีวิต  เพราะถ้าโลหิตไหลออกจากร่างกายจนหมด ชีวิตย่อมจบสิ้น  และเพราะ ชีวิต เป็นของพระเจ้า ชาวยิวผู้เคร่งครัดจึงไม่กินโลหิต (ฉธบ 15:23) หรือเนื้อที่ชุ่มเลือด (ปฐก 9:4)
เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสสั่งให้เราดื่มโลหิตของพระองค์ จึงหมายถึงให้เรานำชีวิตของพระองค์เข้ามาเป็นชีวิตของเรา
บางคนอาจสงสัยว่าจะทำได้อย่างไร ?
       ขอยกตัวอย่างหนังสือพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก ตราบใดที่หนังสือเล่มนี้ถูกปิดและวางไว้บนหิ้งหนังสือ เราจะไม่มีทางได้ลิ้มรสความไพเราะหรือได้มีโอกาสขัดเกลาจิตใจด้วยคุณธรรมที่แฝงอยู่ในบทพระราชนิพนธ์นี้เลย เพราะทั้งความไพเราะและคุณธรรมนั้นยังอยู่ ภายนอก ตัวเรา
       ต่อเมื่อเราหยิบหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มนี้ขึ้นมาอ่าน เมื่อนั้นแหละความประทับใจมากมายจะหลั่งไหลเข้ามาในหัวใจและความรู้สึกนึกคิดของเรา บางข้อความอาจฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของเราและกลายเป็นส่วนหนึ่ง ภายใน ตัวเรา ซึ่งจะถูกนำออกมาหล่อเลี้ยงความคิด จิตใจ และวิญญาณของเราทุกครั้งที่ต้องการ
       ด้วยหลักการเดียวกัน ตราบใดที่เราปล่อยให้พระเยซูเจ้าประทับอยู่ในตู้ศีลหรือในหนังสือพระคัมภีร์ที่ปิดและเก็บไว้บนหิ้ง ตราบนั้นพระองค์ยังคงอยู่ ภายนอก ตัวเรา
       แต่เมื่อเราดื่ม โลหิต ของพระองค์ด้วยการ นำชีวิตของพระองค์เข้ามาเป็นชีวิตของเรา จนว่า เราดำรงอยู่ในพระองค์ และพระองค์ทรงดำรงอยู่ในเรา (ยน 6:56)  เมื่อนั้น ความคิด จิตใจ และวิญญาณของเราย่อมได้รับการหล่อเลี้ยงโดยชีวิตของพระองค์
ด้วยวิธีการนี้เท่านั้น เราจึงมี ชีวิตนิรันดร (ยน 6:54) ซึ่งก็คือมีชีวิตเหมือนพระเยซูเจ้านั่นเอง !!
นอกจากคำอธิบายตามตัวอักษรแล้ว การกินเนื้อและดื่มโลหิตของพระเยซูเจ้ายังหมายถึงการเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์โดยผ่านทาง ศีลมหาสนิท
เมื่อพระองค์ตรัสว่า ผู้ที่กินเนื้อของเรา และดื่มโลหิตของเรา ก็ดำรงอยู่ในเรา และเราก็ดำรงอยู่ในเขา (ยน 6:56) จึงเท่ากับพระองค์ทรงปรารถนาจะสื่อความหมายว่า ถ้าท่านต้องการเป็นหนึ่งเดียวกับเราและมีชีวิตนิรันดร  ท่านต้องมาร่วมโต๊ะศักดิ์สิทธิ์เพื่อรับประทานปังทรงชีวิต และดื่มเหล้าองุ่นซึ่งเป็นเนื้อและโลหิตของเรา เป็นอาหารแท้และเครื่องดื่มแท้  แล้วท่านจะได้สัมผัสกับความรักและชีวิตของเรา
       อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตสำคัญประการหนึ่งคือ แทนที่ยอห์นจะเขียนเรื่องการกินเนื้อและดื่มโลหิตของพระองค์ต่อจากการเลี้ยงอาหารค่ำมื้อสุดท้าย ซึ่งมีการตั้งศีลมหาสนิทในบทที่ 13  ท่านกลับเขียนเรื่องนี้ต่อจากการทำอัศจรรย์ทวีขนมปังและปลาเลี้ยงประชาชนห้าพันคนที่เมืองเบธไซดา ริมทะเลสาบกาลิลีในบทที่ 6
       แสดงว่ายอห์นไม่ต้องการ จำกัด การประทับอยู่ของพระเยซูเจ้าและการเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ไว้ที่โต๊ะศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดหรือภายในตู้ศีลเท่านั้น  แต่ต้องการ ขยาย ขอบเขตแห่งการประทับอยู่และเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ออกไปทุกสถานที่และทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่ทำงาน ขณะพักผ่อนหย่อนใจ เดินทาง หรือแม้แต่ขณะรับประทานอาหารบนทุ่งหญ้าริมทะเลสาบกาลิลีซึ่งพระองค์ทรงใช้เป็นสถานที่ทวีขนมปังเองก็ตาม
      อย่าคิดว่ายอห์นกำลังทำให้ศีลมหาสนิทด้อยค่าลง ตรงกันข้าม ท่านกำลังขยายความหมายและผลของศีลมหาสนิทให้กว้างขวางออกไป เพื่อโลกทั้งใบจะได้เต็มไปด้วยพระคริสตเจ้า !
       และเนื่องจาก พระบิดาผู้ทรงชีวิตทรงส่งพระองค์มา
(ยน 6:57) การกินเนื้อและดื่มโลหิตซึ่งทำให้เป็นหนึ่งเดียวกับ
พระองค์จึงเป็นหลักประกันสำหรับชีวิตนิรันดรของเรา
       พระองค์จึงสรุปแบบฟันธงว่า ผู้ที่กินเนื้อของเรา และดื่มโลหิตของเรา จะได้รับชีวิตนิรันดร (ยน 6:54)
       การ สมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า จะไม่มีประโยชน์อันใดเลยหากเราไม่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ด้วยการ กินเนื้อและดื่มโลหิต ของพระองค์ แล้วสร้างหลักประกันสำหรับชีวิตนิรันดรของเรา !!
ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกท่าน
คุณพ่อธีระ  กิจบำรุง
(บทความคัดลอกจากคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์)
ประชาสัมพันธ์
1.   “St Peter’s Pence”  เงินถุงทานในวันสมโภชนักบุญเปโตรและเปาโล  3 ก.ค. 2011  มอบถวายสมเด็จพระสันตะปาปาเพื่อทรงใช้ตามพระ-  ราชประสงค์ ในการเสด็จเยี่ยมเยียน เดินทาง พบปะ และช่วยเหลือตามพระราชอัธยาศัย
2.   เชิญร่วมงาน มารีอาโปลี วันที่ 16-18 ก.ค. 2011 ณ ห้องประชุม บ้านผู้หว่าน สามพราน  ติดต่อได้ที่ 089-430-6599, 02-510-9357
3.   เชิญชมรายการ พระเจ้าสถิตกับเรา ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 04.00-05.00 น.  ในวันอาทิตย์ที่ 19, 26 มิ.ย. 2011 ช่วงนานาสาระ ได้สัมภาษณ์คุณวิไลลักษณ์ ยอดแก้ว คริสตชนใหม่วัดเซนต์จอห์น และครูสมบัติ งามวงศ์ ครูคำสอน  ดูย้อนหลังได้ที่ www.catholic.or.th
4.   ส่งศีลศุกร์ต้นเดือน วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน เนื่องจากวันที่ 1 กรกฎาคม เป็นวันศุกร์ต้นเดือน
5.  ยอดเงินบริจาค รณรงค์มหาพรต  อา.ที่ 19 มิ.ย. จำนวน 1,214.-
6.  ตรวจสุขภาพ วัดความดันโลหิต น้ำตาลและไขมันในเลือด วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2011
7.  วันนี้  26 มิ.ย. 2011  เชิญร่วมพิธีแห่ศีลมหาสนิท มิสซา  9.00 น.  สมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า
8. ขอร่วมแสดงความยินดีกับ คุณพ่อเปโตร สุพจน์ ฤกษ์สุริต โอกาส  ฉลองศาสนนาม เปโตร และ เปาโล วันที่ 29 มิถุนายน 2011
9.          ขอต้อนรับ บราเดอร์ สมชาย หมอกครบุรี ชั้นปีที่ 7 สังฆมณฑลนครราชสีมา ที่จะมาช่วยงานอภิบาลในวันเสาร์และอาทิตย์ที่วัดของเรา
10.    เขต 2 จัด สัมมนาชีวิตคริสตชน ณ วัดเซนต์จอห์น จัด 3 วัน    เฉพาะวันเสาร์ เวลา 8.00-17.00 น. คุณพ่อยอห์น ตามาโย  วิทยากร
เสาร์ที่ 2 ก.ค. 2011       :    ความจริงพื้นฐานของคริสตศาสนา
เสาร์ที่ 9 ก.ค. 2011       :    ชีวิตจิตของคริสตชน
เสาร์ที่ 16 ก.ค. 2011      :    ชีวิตในพระจิตเจ้า
     ดูตารางการสัมมนาได้ที่บอร์ดหน้าวัด และลงชื่อได้ที่สภาอภิบาล  ถึงวันอาทิตย์ที่ 26 มิ.ย. 2011

11.  คำสอนเด็ก-ผู้ใหญ่ วันอาทิตย์ เริ่มเรียนวันอาทิตย์ที่ 19 มิ.ย. 2011 เวลา 10.30-12.00 น.  สำหรับคำสอนผู้ใหญ่วันธรรมดา เรียนวันอังคารและศุกร์ เวลา 18.00 น.
12.  ประกาศแต่งงาน  ฝ่ายชาย   นายพรรษวัชร์ พุธวัฒนะ บุตรนายเณรฤทธิ์  และนางพรรณวดี พุธวัฒนะ  ฝ่ายหญิง  มารีอา กานต์ธีรา  ยแจ่ม  บุตรี นายดำรงค์ ใยแจ่ม และ  เทเรซา สุกัญญา ชัยวิมล สมรสวันศุกร์ที่ 8 ก.ค. 2011 เวลา 15.00 น.  ถ้าผู้ใดทราบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีข้อขัดขวางมิให้สมรสได้ ต้องแจ้งให้พระสงฆ์เจ้าอาวาสทราบ